ผมไม่ได้สนใจหรอกว่า ทฤษฎีต่างๆ ที่ผมเรียนจะทำให้ผมเคลิบเคลิ้มไปกับมัน
แต่ผมสนใจตรงที่ มีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนผุดขึ้นเสมอๆ
วันนี้สำนึกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทุกอย่างในโลกนี้ แบ่งออกเป็นสองขั้วเสมอ”
หากลองสังเกตุชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันจะพบว่า ไม่มีสิ่งใดที่ไม่แบ่งเป็นสองขั้วและไม่อยู่ตรงข้ามกัน
เรียงมาจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไปจนถึงนามธรรม ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้, ดี-ชั่ว
หนาว กับร้อน, หญิงกับชาย, หัวกับก้อย, น้ำท่วมกับกันดาร, เด็กกับแก่, สุขกับทุกข์,
คุณอนันต์กับโทษมหันต์ ยิ่งนึกก็ยิ่งใช่
แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการตระหนักรู้, รู้ซึ้งในระหว่างสองสิ่งว่ามันเคลือบแฝงกันอยู่
ซ่อนเร้นกันอยู่, เมื่อสิ่งหนึ่งโผล่ สิ่งหนึ่งหลบและรอเวลาโผล่
ประโยคฮิตของปรัชญาจีนคือ ถ้าไม่มีฤดูหนาว เราจะไม่เห็นคุณค่าของฤดูร้อน
จริงๆ แล้วน่าสนุกหากเราคิดต่อไปเรื่อยๆ
วันใดที่เราติดการอาบน้ำอุ่น วันนั้นคือความทุกข์จากการอาบน้ำเย็นรอเราอยู่
ตอนเรียนเตรียมทหาร เราจะถูกจำกัดด้วยเรื่องเสรีภาพทางกาย สถานที่ วินัย
แต่เมื่อวันเสาร์อาทิตย์มาเยือน เราจะพบความสุขจากความอิสระ แม้คนทั่วไปจะมองไม่เห็นว่ามันน่าจะมีความสุขตรงไหน กะอีแค่ ได้เดินไปซื้อขนมชั้นมากินข้างทาง แน่นั่นกลับเป็นความสุขอย่างสุดซึ้งที่จำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะสองขั้วระหว่างการบีบบังคับ กับ เสรีภาพ ทำปฏิกิริยาในใจเราอยู่
ในวันหนึ่งที่เราเกิดมาลืมตาดูโลก สิ่งที่เราลืมเสมอคือความตายรอเราอยู่ มันมาคู่กัน
เพียงแต่ระบบสังคมหลีกเลี่ยงให้เรามองความตายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ, น่าปิดบัง ไม่น่ามอง ไม่น่ายินดี
ในแต่ละวันเราไม่เคยตระหนักเลยว่า เราจะต้องตาย ทั้งๆ ที่มันเป็นของคู่กันกับการเกิด
เมื่อไม่เคยคิด เราก็ทำใจไม่ได้กับการตาย ผมถึงได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่าในวันหนึ่งระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตอบว่าหลายครั้ง, พระพุทธเจ้าบอกน้อยไป, ให้ระลึกถึงทุกลมหายใจ
นี่คือการตระหนักรู้ระหว่างสองสิ่งที่มาคู่กัน เตรียมพร้อมทำใจไว้เมื่อมันมาถึง, Steve Jobs ซีอีโอ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์เองก็ตระหนักรู้ว่าความตายรออยู่ เมื่อคิดเช่นนี้ วิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราจะเปลี่ยนไป เพื่อมุ่งเข้าสู่สาระของชีวิตและเป้าหมายให้ตรงมากที่สุด โดยไม่อ้อมค้อมเสียเวลา
แน่นอนว่า หากริที่จะรัก ก็ต้องทำใจเผื่อการอกหักไว้ด้วย
เราเองไม่เคยคิดหรอกว่าเมื่อมีรัก แล้วมันจะมีทุกข์ ทั้งๆ ที่มีคำสอนอยู่ทนโท่
เมื่อมีรักเราจะหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับมันโดยไม่ได้มองอีกขั้วหนึ่งไว้รอ
เพราะเราเชื่อว่ารักระหว่างเราจะแน่แท้ มั่นคงถาวร แต่เมื่อไหร่ที่รักพ่นพิษ
นั่นแหละขุมนรกทางใจจ่ออยู่ต่อหน้า เพลงอกหักถึงได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
คนถึงได้ฆ่าตัวตาย, คดีฆาตกรรมเกือบแปดสิบเปอร์เซนต์มาจากอกหักรักคุด
เมื่อไหร่ที่เราชนะ นั่นคือความพ่ายแพ้มาแอบซ่อนตัวรอเราอยู่ อย่าเพิ่งหลงระเริง
มันมาเงียบๆ และมักจะโผล่มาตอนเราไม่ทันตั้งตัวเสียด้วยซิ
เรามักจะเห็นท่านผู้ใหญ่ผู้โตเวลาเกษียณราชการ, บางคนยังดิ้นรนไขว่คว้าที่จะมีอำนาจต่อไป
อาจจะลงเล่นการเมือง เพราะยังทำใจไม่ได้กับการหมดอำนาจ ไม่รู้คุณค่าของการเกษียณอายุ
เมื่อเรากระหน่ำเอาเปรียบธรรมชาติมากเกินไป ธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยน้ำท่วม
ดินแล้ง ประเด็นล่าสุดคือ Environmental Degradation แบบภาวะโลกร้อน
เพราะเมื่อไปถึงสุดขั้วหนึ่ง มันก็จะวกกลับ เพื่อปรับให้เข้าสู่สมดุลย์
เมื่อไหร่ที่มาถึงจุดวกกลับ หรือความทุกข์มาเยือน
เรามักพูดง่ายๆ ว่า “ทำใจ” แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า ทำใจนั้น “ทำอย่างไร”
ผมกำลังบอกว่าวิธีการทำใจ คือการนึกถึงแต่ละสิ่งเป็นสองขั้วเสมอ
ผมกำลังโยงเข้าไปสู่โลกธรรมแปด ที่กล่าวว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขและมีทุกข์ ซึ่งมันอาจจะกว้างไป ไม่ค่อยใกล้ตัว
เราเลยเพิกเฉยต่อคำสอน เราจะมาสนใจก็ต่อเมื่อ การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์
แวะมาทักทาย
จริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้วหรือโลกธรรมแปด ปรับได้กับทุกสิ่งในโลก
วันหนึ่งที่เรามีคอมพิวเตอร์ใช้ เราต้องตระหนักด้วยว่า เดี๋ยวมันก็เจ๊ง, ไม่นานหรอกมันก็จะแฮงค์ โดนไวรัสกิน หรือโดนขโมย มันอยู่กับเราไม่นาน อย่างนานที่สุดคือเราใช้มันจนพังคามือแล้วเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน
แต่ท้ายที่สุด คือมันก็ต้องพัง เพียงแต่ช้ากับเร็ว มันมาช้าก็ไม่เป็นไร แล้วไป
แต่ถ้าหากมันมาเร็วล่ะ ถามว่าเราทำใจได้หรือเปล่า? ปกติแล้วไม่มีใครทำใจได้หรอก มัวแต่ไปโทษไวรัส
โทษโจร โทษสิ่งอื่น แล้วไปแจ้งความก็เลยไปกันใหญ่, ในที่สุดก็มีคนบอกเราว่าให้ทำใจ
เราเลยไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไร เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุจริงๆ มันเกิดจากอะไร
หากเราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เราก็จะทำใจแบบไปเรื่อยเปื่อย เช่น คิดเสียว่าให้หมามันกิน, คิดซะว่าแม่มันตาย
อาจจะเป็นกรรมเก่า, ฯลฯ
เพราะจริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้ว มันคือกฏธรรมชาติ กฎที่เป็นจริงๆ ของโลก ว่ามันมา เดี๋ยวมันก็ไป
มันจะอยู่ตรงข้ามกันเสมอ คำฮิตในกลุ่มผู้ปฏิบัติ คือ มีเกิด มีดับ
ไม่มีชีวิตใครที่มีแต่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เดี๋ยวมันก็ดีเอง, เดี๋ยวก็ฝันร้าย เดี๋ยวก็ฝันดี, เดี๋ยวก็ซวย เดี๋ยวก็มีโชค ในสูตรคณิตศาสตร์เอง ก็ยังมี คูณ ตรงข้ามกับ หาร, บวกตรงข้ามกับลบ เพลงนี้ถึงชัดเจนในสัจธรรมว่า “ชีวิตที่ผ่านพบมีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม...กำลังใจ” เพราะชีวิตมันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ให้คงคุณค่าของกำลังใจไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง
ชีวิตผม 75% ที่อิงอยู่กับอินเตอร์เนต ตอนนี้ผมเริ่มปิดคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว
เพื่อปรับตัวเองให้เข้าสู่จุดสมดุลย์ ไม่พึ่งพิงมากเกินไป เพราะรู้ว่า พอมันเจ๊งเมื่อไหร่
เราจะเจ๊งไปกับมันด้วย อินเตอร์เนตล่มเพียงแค่หนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งเป็นวันหนึ่งที่ทุกข์ทรมานใจสาหัส
ทำให้ผมค้นพบสัจธรรมข้อนี้ แล้วก็เริ่มที่จะปิดมันเมื่อไม่จำเป็น
ยังพบด้วยว่า การดำรงตนแบบสมถะที่สุด จะทำให้เราพบความสุขได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องซื้อหา
เมื่อเราหัดกินอาหารที่ไม่อร่อยจนเคยชินแล้ว, ต่อให้อาหารไม่อร่อยแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้
ตรงกันข้าม แม้อาหารอร่อย ก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจว่า เราจะต้องดิ้นรนเพื่อหามันมากินจนได้
เราจะพบอยู่เนืองๆ ว่า เพื่อนเราเดินทางข้ามจังหวัดเพียงเพื่อไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดขึ้นชื่อแล้วก็กลับ
ไกลก็ไกล แพงก็แพง แต่ก็ต้องดิ้นรน เพราะเป็นความสุขที่หาได้ยาก
เป็นความสุขที่แบบต้องดิ้นรน, ต้องดิ้นพล่านเอาถึงจะได้ แล้วก็โหยหาอยู่ร่ำไป ไม่เคยพอ
แต่ความสุขที่ไม่ต้องดิ้นรนเลย คือ กินอะไรก็ได้ ไม่เห็นเดือดร้อน ถึงต้องเข้าใจสาระของการกินไง ว่า
มันคือการกินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ และสารอาหารครบก็พอแล้ว
การกินข้าวมื้อเดียว ทำให้ผมค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ ว่าจริงๆ แล้วคนเราบริโภคน้อยมาก
เรากินเพื่ออยู่จริงๆ, บางวันผมก็ไม่กินข้าวเลย หากไม่หิว ก็ไม่กิน คิดเสียว่าเป็นการทำดีท๊อกล้างพิษลำไส้
แล้ววันหนึ่งผมก็พบว่า ต่อให้ร้านอาหารหรูแค่ไหน ที่เราเคยมองว่าน่ากินแค่ไหน ณ วันนี้ ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเราเลย กลับเห็นแล้วรำคาญตามากกว่า รู้สึกว่าคนเราบริโภคเกินความจำเป็น
แล้วเราก็จะพบจริงๆ ว่าความหิว เป็นเหมือนโรคๆ หนึ่ง ที่รักษาได้ด้วยอาหาร
เราจึงเคยได้ยินคำว่า “กินเป็นยา” และพระพุทธพจน์ก็ยังเอ่ยด้วยว่า “ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง”
ให้มองเรื่องความหิว เป็นเรื่องของโรค บำบัดได้ด้วยอาหาร แค่เป็นยาแก้หิวพอ
ผมจึงพบว่า ความหิว เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรำคาญตัวเอง บางวันก็เลยไม่กินข้าวเสียเลย
การดำรงตนแบบติดดิน จะทำให้เราเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งชัดเจนขึ้น ในสิ่งที่เป็นด้านตรงข้าม เสมอ
นั่นคือสูตรของกลุ่มอโศก ที่ดำรงตนแบบคนจน อยู่อย่างคนจน
แล้วจะพบว่าความสุขนั้นหาง่ายมาก พบได้ทั่วไปตามท้องถนน ป้ายรถเมล์ ท้องไร่ท้องนา
ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวยเข้าห้าง นั่งร้านสตาร์บั๊ก แล้วหากไปสถานที่เช่นนั้น
คนปกติทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นความสุข
แต่หากเราไปนั่งแบบเขาบ้าง เราจะพบว่าเราอาจสุขกว่าเขาถึงสองเท่า, ในทางตรงกันข้าม หากเขาต้องมานั่งข้างถนน เขาจะพบว่าเขาเป็นทุกข์ แต่เรากลับยังสุขอยู่ นี่คือคุณค่าของการดำรงแบบสมถะ
Thursday, 20 December 2007
Thursday, 13 December 2007
บททดสอบ
เหมือนชะตาฟ้าจะแกล้ง มีบททดสอบมาให้ย้อนดูตัวเอง
อินเตอร์เนตที่บ้านเจ๊งไปหนึ่งคืนหนึ่งวันเต็มๆ ผมแทบชักตาย
งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่า นี่เราเสพติดเนตขนาดนี้เชียวเหรอ
ไม่มีเนตเหมือนชีวิตหล่นหายไปกว่า 75% เชียวหรือ
ทั้งการเรียน, การงาน, ห้องสมุดแบบ unlimited, การส่วนตัวฯลฯ
ทุกอย่างอิงแอบแนบสนิทอยู่กับเนต นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้หรือ?
ทั้งๆ ที่สามเดือนที่แล้ว เราแทบไม่ค่อยได้ใช้มัน เรายังไม่เห็นเป็นไรเลย
แต่วันนี้ เนตมีอิทธิพล ครอบคลุม ทั้งกายและใจเรามากมายเพียงนี้เชียว
นี่เป็นบทเรียนสำคัญของโลกแบบ Globalisation ที่มันค่อยๆ แฝงมาทีละนิด
จนเราเสพติดโดยไม่รู้ตัว แล้ววันหนึ่งมันหายไป เราก็ชักดิ้นชักงอ
ขอบคุณบทเรียนอันล้ำค่า จะได้มีสำนึกมากขึ้น
ผมหมดตังค์กับค่าโทรศัพท์ไปเป็นพัน (ในขณะที่ค่าเนตเดือนละ 700)เพื่อที่จะโทรจิก
บริษัทที่รับผิดชอบมาดำเนินการให้ ค่าโทรศัพท์มันแพง เพราะมันเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ
โยนสายกันไปมา ให้กดหมายเลขนั้นหมายเลขนี้ กว่าจะเจอตัวคนจริงๆ รับสาย ตังค์ในโทรศัพท์ก็หมดพอดี
เวรกรรมไรกัน นับว่าเป็นการใช้หนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์ที่ติดหนี้กับเค้ามาตั้งแต่ชาติปางไหน
เราเห็นอาการของเราชัดมาก เหมือนคนติดยาเสพติดแล้ว กำลังเสี้ยน หิวยา ดิ้นรนทุรนทุราย
ทำอย่างไรก็ได้ให้มาซึ่งยาเสพติด มันมีอาการเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ
นี่แหละ ความเจริญแบบตะวันตก
อินเตอร์เนตที่บ้านเจ๊งไปหนึ่งคืนหนึ่งวันเต็มๆ ผมแทบชักตาย
งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่า นี่เราเสพติดเนตขนาดนี้เชียวเหรอ
ไม่มีเนตเหมือนชีวิตหล่นหายไปกว่า 75% เชียวหรือ
ทั้งการเรียน, การงาน, ห้องสมุดแบบ unlimited, การส่วนตัวฯลฯ
ทุกอย่างอิงแอบแนบสนิทอยู่กับเนต นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้หรือ?
ทั้งๆ ที่สามเดือนที่แล้ว เราแทบไม่ค่อยได้ใช้มัน เรายังไม่เห็นเป็นไรเลย
แต่วันนี้ เนตมีอิทธิพล ครอบคลุม ทั้งกายและใจเรามากมายเพียงนี้เชียว
นี่เป็นบทเรียนสำคัญของโลกแบบ Globalisation ที่มันค่อยๆ แฝงมาทีละนิด
จนเราเสพติดโดยไม่รู้ตัว แล้ววันหนึ่งมันหายไป เราก็ชักดิ้นชักงอ
ขอบคุณบทเรียนอันล้ำค่า จะได้มีสำนึกมากขึ้น
ผมหมดตังค์กับค่าโทรศัพท์ไปเป็นพัน (ในขณะที่ค่าเนตเดือนละ 700)เพื่อที่จะโทรจิก
บริษัทที่รับผิดชอบมาดำเนินการให้ ค่าโทรศัพท์มันแพง เพราะมันเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ
โยนสายกันไปมา ให้กดหมายเลขนั้นหมายเลขนี้ กว่าจะเจอตัวคนจริงๆ รับสาย ตังค์ในโทรศัพท์ก็หมดพอดี
เวรกรรมไรกัน นับว่าเป็นการใช้หนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์ที่ติดหนี้กับเค้ามาตั้งแต่ชาติปางไหน
เราเห็นอาการของเราชัดมาก เหมือนคนติดยาเสพติดแล้ว กำลังเสี้ยน หิวยา ดิ้นรนทุรนทุราย
ทำอย่างไรก็ได้ให้มาซึ่งยาเสพติด มันมีอาการเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ
นี่แหละ ความเจริญแบบตะวันตก
Monday, 10 December 2007
กลัวตัวเอง
ณ วันนี้ผมเริ่มกลัวความคิดของตัวเอง ที่เริ่มไม่ยอมรับตัวองค์ความรู้ของการศึกษาของที่นี่
มีความคิดไม่รับ ถึงขนาด ไม่เข้าห้องเรียน
เพราะเห็นชัดๆ เต็มๆ แล้วว่า
การแก้ปัญหาในแนวความคิดแบบตะวันตก คือการแก้ที่ปลายเหตุเสมอ
ปัญหาตัวไหนปูด ก็วิ่งเข้าไปแก้ตรงนั้น แม้กระทั่งองค์กรโลก UN เอง ก็ตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับการแก้ปัญหาแบบนี้ เหมือนวัวพันหลัก เกาไม่ถูกที่คัน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ความน่ากลัวของโลกทุกวันนี้มีพื้นฐานมาจากตรงนี้ อันเป็นรากฐานทั้งหมด
ผมยังไม่เคยเห็นคำว่า บุญคุณ เป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้กัน
สิทธิมนุษยชน ในสายตาของตะวันตก มีค่ามากกว่า กตัญญู ตรงนี้ระวังให้ดี
หากเรามีฝรั่งโบกรถเรา แล้วเราใจดีให้นั่งไปด้วย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุรถชน
ระวังเขาฟ้องร้องเราให้เจ๊งเชียว...เคยมีมาแล้ว บุญคุณไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน
เราจะเห็นคดีแปลกๆ ที่อ้างสิทธิ์ของตนมากมายในตะวันตก เช่นคดีคนอ้วนฟ้อง
ร้านแม็คโดนัลที่ทำให้ตัวเองอ้วน แล้วก็ชนะคดีเสียด้วย มันจะขัดสายตาเราตรงที่
อ้าว..แล้วไปกินร้านมันทำไม
เพราะสไตล์ฝรั่ง ไม่เคยมองว่าตนเองผิด สิทธิเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
นักสิทธิมนุษยชนขณะนี้มีหน้าที่คลับคลากับนักวิจารณ์ คอยติคนอื่นอยู่ร่ำไป
แต่นักสิทธิมนุษชนหนักหน่อยที่เล่นแบบแหกปากเรียกร้องด้วย
นักวิจารณ์ในสายตาโกวเล้ง คือ เห็บที่คอยหากินอยู่บนตัวราชสีห์
ไม่มีปัญญาจะเป็นราชสีห์ได้ ก็คอยดูดเลือดเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
นักสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ เรียกร้องสิทธิจาก Google ที่ไปเก็บข้อมูลของเขา
เอาข้อมูลไปวิเคราะห์ทำโน่นทำนี่
อันนี้เป็นตัวอย่างการไม่รู้จักบุญคุณ, Google เติบใหญ่จากการเป็นผู้ให้ แถมให้ใช้ฟรีๆ
ปัญหาของฝรั่งคือการไม่มองดูตัวเองเลย หรือเรียกแบบไพเราะชัดๆ ว่าไม่สำเหนียกตัวเอง
ไปใช้ของเขาฟรีแล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิอีก
ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ไม่ต้องใช้ตั้งแต่แรก, เขาไม่ได้มองตรงนี้เลย เรียกร้องอย่างเดียว
แล้วเป็นนักวิชาการที่โด่งดังจากอังกฤษเสียด้วย
พาลคิดไปว่าเหมือนกับไปขออาหารเขากิน แล้วมาบ่นว่าไม่อร่อย
การอยากครอบครองพื้นที่โดยอ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า โดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่นนั้นอันตราย ความเชื่อแบบหลงทางนี้น่ากลัว ไม่ต่างจากภาคใต้ของไทย ที่มีความอยากจนตัวสั่น จนเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักเป็นปลา
ความไม่ตระหนักว่า คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีเดี๋ยวก็ตายแล้ว จะอยากได้อะไรไปมากมายนั้น
ไม่ได้อยู่ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาเลย
ความเห็นผิดที่เกิดมาแล้วถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศรัตรู, พื้นที่นี้เป็นของเราแต่ปางก่อน โดยอาศัยศาสนาเป็นตัวปลุกปั่น
เป็นความเฮงซวยของคนที่เกิดมาในแผ่นดินที่ไม่ได้เสี้ยมสอนให้เชื่อในจิตสำนึกของตนเอง ก็เลยนำพาประเทศชาติของตนเฮงซวยไปด้วย
ผมว่าถ้าโลกนี้ไม่มีพระเจ้าให้คนเชื่อ สังคมอาจจะสงบสุขกว่านี้ก็เป็นได้
พระเจ้าไม่ใช่ผู้ก่อปัญหา พระเจ้าท่านก็อยู่ของท่าน แต่คนไปหลงผิดกันเอง
ฆ่ากันเองแล้วอ้างว่าทำเพื่อท่าน ผมว่าท่านเองก็อาจจะงงๆ อยู่
มีคนตะวันตกบางกลุ่มเริ่มคิดในมุมกลับ จนมีคำออกมาเสียดสีพระเจ้าอยู่เนืองๆ
"God doesn't exist' หรือ 'God is dead'
ความเจริญในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
เดี๋ยวนี้ อะไรๆ ก็ต้องอิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเป็นปลอดภัย
เริ่มรู้จักเหตุและผลขึ้น แต่ไม่ทุกคน
ความรุนแรงที่มาจากรากฐานของความเชื่อ ถูกปลูกฝังรากลึกเข้าไปในหัวคนจนแกะไม่ออก
ปัญหาอันมาจากความเห็นผิด เป็นรากฐานของปัญหาความรุนแรงในขณะนี้ทั้งหมด
ปัญหาการความเห็นผิดเป็นชอบ จึงควรเป็นกฎข้อแรกในการดำรงชีวิตในโลกเมื่อลืมตาดูโลกเหมือนการตั้งหางเสือของเรือให้ถูกทางแต่แรก ในทางพุทธบอกไว้ว่าเป็นข้อแรกของมรรคแปดในการดำเนินชีวิตตามปกติ คือ มีทิฏฐิในทางถูกต้องเสียก่อน
ถ้ามีความเห็นผิดแต่แรก มันก็เจ๊งตั้งแต่แรกแล้ว
อดีตนายกฯ ท่านเก่งทุกอย่างเก่งทุกด้าน เป็นฮีโร่ในใจของใครหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย
แต่ท่านอาจไปเจ๊งข้อแรกที่เห็นเงินแล้วตาโต เห็นเงินเป็นพระเจ้า คิดว่าเงินแก้ปัญหาทุกอย่าง
การเห็นเงินเป็นพระเจ้านั้น คล้ายกับเป็นทาสของระบอบทุนตะวันตก มอมเมาประชาชน ให้บ้าเงินตามฝรั่ง
จนลืมคำว่า คุณธรรม
แล้วไม่เคยมองออกว่า ฝรั่งนั้นชาติบ้านเมืองกำลังจะพังก็เพราะระบอบทุนนิยม
มันมองไม่ออกเพราะว่ามันมากับความมืด มันคืบคลาน กัดกร่อนไปทีละหน่อย
แต่ยังไงเสีย ผมก็ต้องจำใจเรียนต่อไปอยู่ดี เพื่อให้เรารู้ว่าเขามีวิธีคิดกันอย่างไร
เรียนแบบจำใจ..ฝืนๆ มันไป อาจจะมีอะไรดีๆ บ้างก็ได้
มีความคิดไม่รับ ถึงขนาด ไม่เข้าห้องเรียน
เพราะเห็นชัดๆ เต็มๆ แล้วว่า
การแก้ปัญหาในแนวความคิดแบบตะวันตก คือการแก้ที่ปลายเหตุเสมอ
ปัญหาตัวไหนปูด ก็วิ่งเข้าไปแก้ตรงนั้น แม้กระทั่งองค์กรโลก UN เอง ก็ตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับการแก้ปัญหาแบบนี้ เหมือนวัวพันหลัก เกาไม่ถูกที่คัน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ความน่ากลัวของโลกทุกวันนี้มีพื้นฐานมาจากตรงนี้ อันเป็นรากฐานทั้งหมด
ผมยังไม่เคยเห็นคำว่า บุญคุณ เป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้กัน
สิทธิมนุษยชน ในสายตาของตะวันตก มีค่ามากกว่า กตัญญู ตรงนี้ระวังให้ดี
หากเรามีฝรั่งโบกรถเรา แล้วเราใจดีให้นั่งไปด้วย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุรถชน
ระวังเขาฟ้องร้องเราให้เจ๊งเชียว...เคยมีมาแล้ว บุญคุณไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน
เราจะเห็นคดีแปลกๆ ที่อ้างสิทธิ์ของตนมากมายในตะวันตก เช่นคดีคนอ้วนฟ้อง
ร้านแม็คโดนัลที่ทำให้ตัวเองอ้วน แล้วก็ชนะคดีเสียด้วย มันจะขัดสายตาเราตรงที่
อ้าว..แล้วไปกินร้านมันทำไม
เพราะสไตล์ฝรั่ง ไม่เคยมองว่าตนเองผิด สิทธิเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
นักสิทธิมนุษยชนขณะนี้มีหน้าที่คลับคลากับนักวิจารณ์ คอยติคนอื่นอยู่ร่ำไป
แต่นักสิทธิมนุษชนหนักหน่อยที่เล่นแบบแหกปากเรียกร้องด้วย
นักวิจารณ์ในสายตาโกวเล้ง คือ เห็บที่คอยหากินอยู่บนตัวราชสีห์
ไม่มีปัญญาจะเป็นราชสีห์ได้ ก็คอยดูดเลือดเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
นักสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ เรียกร้องสิทธิจาก Google ที่ไปเก็บข้อมูลของเขา
เอาข้อมูลไปวิเคราะห์ทำโน่นทำนี่
อันนี้เป็นตัวอย่างการไม่รู้จักบุญคุณ, Google เติบใหญ่จากการเป็นผู้ให้ แถมให้ใช้ฟรีๆ
ปัญหาของฝรั่งคือการไม่มองดูตัวเองเลย หรือเรียกแบบไพเราะชัดๆ ว่าไม่สำเหนียกตัวเอง
ไปใช้ของเขาฟรีแล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิอีก
ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ไม่ต้องใช้ตั้งแต่แรก, เขาไม่ได้มองตรงนี้เลย เรียกร้องอย่างเดียว
แล้วเป็นนักวิชาการที่โด่งดังจากอังกฤษเสียด้วย
พาลคิดไปว่าเหมือนกับไปขออาหารเขากิน แล้วมาบ่นว่าไม่อร่อย
การอยากครอบครองพื้นที่โดยอ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า โดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่นนั้นอันตราย ความเชื่อแบบหลงทางนี้น่ากลัว ไม่ต่างจากภาคใต้ของไทย ที่มีความอยากจนตัวสั่น จนเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักเป็นปลา
ความไม่ตระหนักว่า คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีเดี๋ยวก็ตายแล้ว จะอยากได้อะไรไปมากมายนั้น
ไม่ได้อยู่ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาเลย
ความเห็นผิดที่เกิดมาแล้วถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศรัตรู, พื้นที่นี้เป็นของเราแต่ปางก่อน โดยอาศัยศาสนาเป็นตัวปลุกปั่น
เป็นความเฮงซวยของคนที่เกิดมาในแผ่นดินที่ไม่ได้เสี้ยมสอนให้เชื่อในจิตสำนึกของตนเอง ก็เลยนำพาประเทศชาติของตนเฮงซวยไปด้วย
ผมว่าถ้าโลกนี้ไม่มีพระเจ้าให้คนเชื่อ สังคมอาจจะสงบสุขกว่านี้ก็เป็นได้
พระเจ้าไม่ใช่ผู้ก่อปัญหา พระเจ้าท่านก็อยู่ของท่าน แต่คนไปหลงผิดกันเอง
ฆ่ากันเองแล้วอ้างว่าทำเพื่อท่าน ผมว่าท่านเองก็อาจจะงงๆ อยู่
มีคนตะวันตกบางกลุ่มเริ่มคิดในมุมกลับ จนมีคำออกมาเสียดสีพระเจ้าอยู่เนืองๆ
"God doesn't exist' หรือ 'God is dead'
ความเจริญในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
เดี๋ยวนี้ อะไรๆ ก็ต้องอิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเป็นปลอดภัย
เริ่มรู้จักเหตุและผลขึ้น แต่ไม่ทุกคน
ความรุนแรงที่มาจากรากฐานของความเชื่อ ถูกปลูกฝังรากลึกเข้าไปในหัวคนจนแกะไม่ออก
ปัญหาอันมาจากความเห็นผิด เป็นรากฐานของปัญหาความรุนแรงในขณะนี้ทั้งหมด
ปัญหาการความเห็นผิดเป็นชอบ จึงควรเป็นกฎข้อแรกในการดำรงชีวิตในโลกเมื่อลืมตาดูโลกเหมือนการตั้งหางเสือของเรือให้ถูกทางแต่แรก ในทางพุทธบอกไว้ว่าเป็นข้อแรกของมรรคแปดในการดำเนินชีวิตตามปกติ คือ มีทิฏฐิในทางถูกต้องเสียก่อน
ถ้ามีความเห็นผิดแต่แรก มันก็เจ๊งตั้งแต่แรกแล้ว
อดีตนายกฯ ท่านเก่งทุกอย่างเก่งทุกด้าน เป็นฮีโร่ในใจของใครหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย
แต่ท่านอาจไปเจ๊งข้อแรกที่เห็นเงินแล้วตาโต เห็นเงินเป็นพระเจ้า คิดว่าเงินแก้ปัญหาทุกอย่าง
การเห็นเงินเป็นพระเจ้านั้น คล้ายกับเป็นทาสของระบอบทุนตะวันตก มอมเมาประชาชน ให้บ้าเงินตามฝรั่ง
จนลืมคำว่า คุณธรรม
แล้วไม่เคยมองออกว่า ฝรั่งนั้นชาติบ้านเมืองกำลังจะพังก็เพราะระบอบทุนนิยม
มันมองไม่ออกเพราะว่ามันมากับความมืด มันคืบคลาน กัดกร่อนไปทีละหน่อย
แต่ยังไงเสีย ผมก็ต้องจำใจเรียนต่อไปอยู่ดี เพื่อให้เรารู้ว่าเขามีวิธีคิดกันอย่างไร
เรียนแบบจำใจ..ฝืนๆ มันไป อาจจะมีอะไรดีๆ บ้างก็ได้
Saturday, 8 December 2007
ทางตันของการศึกษา
ณ วันนี้ ผมกลับมาตั้งคำถามตนเองว่า การศึกษามีคุณค่าจริงหรือเปล่า เรารู้มากขึ้นแต่คุณภาพจิตแย่ลงไปด้วยหรือเปล่า?
ยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งรู้ลึกขึ้น แต่กลับยิ่งแคบลงไหม?
แคบทั้งสาขาที่เรียน รวมถึงจิตใจก็คับแคบลงไปด้วย
ณ วันนี้ การเรียนสูงขึ้น กลับทำให้คนลำพองมากขึ้น นึกว่าเก่งกว่าคนอื่น นึกว่ากูเก่งมากขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้น่ากลัว เพราะมันมองไม่เห็น ไม่มีใครกล้าบอก เพราะว่าท่านเป็นถึงด็อกเตอร์แล้ว ไม่มีใครกล้ามาตำหนิ หากใครมาตำหนิ อาจจะโดนท่านสวนกลับได้ แล้วคนทั่วๆ ไปก็ฟังท่านเสียด้วย เพราะคำว่าด๊อกเตอร์มันรับประกันคุณภาพอยู่ ระบอบการเรียนในวันนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขัน เอาชนะกัน, เพื่อให้ได้ปริญญา, เพื่อให้คนยกย่อง เพื่อทำให้คนลำพองในตัวเองมากขึ้น จนความเห็นใจผู้อื่นด้อยลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ยิ่งเรียนสูง ยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ทำงานต่ำๆ ไม่ได้ รังเกียจความยากจน คิดแต่จะเอาให้ตัวเองรอด เราได้คนที่มีปริญญามาใบหนึ่ง แต่เราก็สูญเสียคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีย์ไปด้วยอีกคนหนึ่งเช่นกัน แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาในโรงเรียนมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? เพื่อทำให้คนเป็นคน หรือเพื่อทำให้คนสูญเสียความเป็นคนมากขึ้น ณ วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างคร่ำครวญหาสภาพสังคมในอดีต สังคมชนบท ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น โอบอ้อมอารีย์แบ่งปัน สิ่งเหล่านี้หายไปไหนหมด ในขณะที่เราได้ความเจริญทางด้านวัตถุมาแทน ได้บัณฑิตเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วก็ได้การแก่งแย่งชิงดีกัน, อาชญากรรมซับซ้อนขึ้นในสังคมตามไปด้วย นี่เป็นคุณค่าของการศึกษาหรือไม่?
ผมอาบน้ำไปแล้วก็ผุดคิดขึ้นมาว่า เจอสมการใหม่ "ความเจริญทางด้านวัตถุ แปรผกผันกับความเจริญทางด้านจิตใจคน" หรือแปลว่า อยากรู้ว่าบ้านไหนเมืองไหนคุณภาพจิตใจของคนห่วยแตก ให้ดูความเจริญของเมืองนั้น ยิ่งเจริญมาก มีแสงสีมาก, แฟชั่น, โฆษณา, ห้างสรรพสินค้า, รถรา ความเจริญภายนอกทั้งหลาย บ่งบอกถึงความเสื่อมภายใน ลองเอาสมการนี้ตั้ง แล้วสังเกตุดูเอาเอง จะรู้ว่าจริงหรือไม่ เอาง่ายๆ คือกรุงเทพฯ คนขึ้นรถไฟฟ้าต่างเห็นกันเป็นคนแปลกหน้า เราลองยิ้มให้ใครสักคนดู, เขาจะมองว่าเราบ้าหรือแปลกทันที สังคมญี่ปุ่นยิ่งน่ากลัว ญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลมากทั้งเทคโนโลยี แสงสี, แต่ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่โคตรพี่บิ๊กเรียกพ่อ คดีอาชญากรรมที่ฟังแล้วรับไม่ได้แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น, นั่นคือ การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นแฟชั่น, โฆษณาทางเน็ต จ้างคนมาฆ่าพ่อแม่ตัวเอง, ล่าสุดฆ่าตัดหัวแม่ ถือหัวไปโรงพัก (มาติปิตุฆาต เป็นอนันตริยกรรม คือเลวร้ายสูงสุดรองจากฆ่าพระพุทธเจ้า) สังคมเมกาเองก็ปั่นป่วน เดี๋ยวนี้นักศึกษาต้องพกปืนไปเรียน? มันเป็นบ้ากันไปแล้วเหรอ, สังคมอังกฤษเองก็เด่นในด้านการไม่มีน้ำจิตน้ำใจ ทื่อๆ วันนี้ผมขึ้นรถเมล์ ผู้ชายในอังกฤษแย่งที่นั่งที่ว่างกันกับผู้หญิง, เขาอาจจะเห็นว่าสิทธิสตรี เดี๋ยวนี้เท่าเทียมกันแล้วนิ, ไม่ต้องไปสนใจ...ก็เป็นได้ อันนี้ผมไม่รู้ในใจเขา แต่ภาพการเห็นที่นั่งว่างแล้วรีบแย่งชิง ในขณะที่ผู้หญิงกำลังจะเดินมานั่ง...บางทีมันเป็นการแสดงออกว่าเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ตอนขึ้นรถเมล์ขากลับยิ่งชัดเจน เด็กตัวเล็กๆ พี่น้องกันสองคน อายุประมาณเพิ่งจะเดินได้ ตัวสูงแค่เข่า ขึ้นรถมากับพ่อ แต่รถเมล์มันเต็ม เด็กสองคนนั้นต้องยืนครับ....ไม่มีใครลุกให้นั่ง ไม่มีใครมองว่าผิดปกติ แต่เขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร, หรือเขาอาจจะคิดว่า ฉันก็จ่ายค่ารถเท่ากัน ฉันก็ควรมีสิทธิ์ได้นั่ง หรือเปล่า? จนกระทั่งผ่านไปสักห้านาที จึงมีคนลุกให้นั่ง คนนั้นเป็นคนเอเชีย ที่มาจากประเทศที่ถูกเรียกว่า "ประเทศกำลังพัฒนา"
ณ วันนี้ หัวใจคนหายไปพร้อมๆ กับความเจริญทางด้านวัตถุหรือไม่ มีโจทย์หลายอย่างให้ลองสังเกตุในแต่ละวัน เมื่อไหร่คนเริ่มเห็นว่าสิทธิ์ของตัวเอง (วิถีคิดของฝรั่ง Human rights) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ก็เหมือนส่งสัญญาณอันตรายของสังคมมาถึงแล้ว, เมื่อนั้นการคิดแต่แบบ "ของฉัน" จะเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่มี "เพื่อผู้อื่น" ความเป็นคนของเขาจะหายไปด้วย ถึงเวลานั้นก็....ตัวใครตัวมัน
วิธีการคิดแบบฝรั่ง จะคิดแบบเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง, เอาตัวเองเป็นจุดหมุน เช่นคำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" นั้นเป็นความเข้าใจของเขาเองว่า เขาพัฒนาแล้ว แต่จริงๆ มันพัฒนาเพียงวัตถุ หรือ "ความยากจน" จริงๆ แล้วคนยากจนเอง เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรอกว่าเขายากจน เขาดำรงชีวิตอยู่ของเขาได้, ตอนผมเป็นเด็กยากจน ผมเองก็ไม่เคยคิดว่า นั่นคือความยากจน
การคิดแบบฝรั่งนั้นน่ากลัวตรงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น หากจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนอื่นนั้น ...ไม่มีทาง เขาไม่เคยคิดว่าเขาผิด, เขาไม่เคยคิดมองย้อนดูตัวเองว่าที่ผ่านมามันผิดพลาดอย่างไร แต่มองหาตัวรับผิดชอบภายนอก, เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
วิธีการคิดแบบนี้มันมาจากสังคมกล่อมเกลา ที่ทำให้เขาเป็นคนที่เชื่อมันตัวเองสูง ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กยันโต, ทุกอย่างพึ่งพิงตัวเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องของ"ฉัน" สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกเสมอ เราจึงเห็นว่าประเทศโลกพัฒนาแล้ว ไม่ค่อยจะยอมรับผิดว่าเป็นสาเหตุ ภาวะโลกร้อนเท่าไหร่ (Global Warming) ประมาณว่าฉันกินอยู่อย่างไร ฉันก็จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ หาความสุขให้ตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพลางๆ จึงมีคำว่า "Securitisation" อะไรก็ตามที่แปะฉลากคำว่า "Security" ก็จะได้รับการแก้ปัญหาก่อน, ปัญหาระยะยาว ก็ทิ้งไปก่อน รอให้มันเป็นปัญหาระยะสั้นก็ค่อยแก้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผมเห็นแต่ความเสื่อมในสังคมตะวันตก แล้วคนเราเองก็ไปบ้าเห่อตามตะวันตก จนหากเลียได้ ขนหน้าแข้งคงเต็มท้องไปแล้ว การเป็นด็อกเตอร์ก้อนหิน (รู้มากแต่แคบในเรื่องเดียว) จะช่วยพัฒนาจิตใจคนได้อย่างไรบ้าง? บางทีก็เหมือนเรามาถึงทางเลือก ว่าจะเลือกคุณภาพจิตใจคน หรือเลือกความเจริญภายนอก, เพราะมันสวนทางกันเสมอ
ยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งรู้ลึกขึ้น แต่กลับยิ่งแคบลงไหม?
แคบทั้งสาขาที่เรียน รวมถึงจิตใจก็คับแคบลงไปด้วย
ณ วันนี้ การเรียนสูงขึ้น กลับทำให้คนลำพองมากขึ้น นึกว่าเก่งกว่าคนอื่น นึกว่ากูเก่งมากขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้น่ากลัว เพราะมันมองไม่เห็น ไม่มีใครกล้าบอก เพราะว่าท่านเป็นถึงด็อกเตอร์แล้ว ไม่มีใครกล้ามาตำหนิ หากใครมาตำหนิ อาจจะโดนท่านสวนกลับได้ แล้วคนทั่วๆ ไปก็ฟังท่านเสียด้วย เพราะคำว่าด๊อกเตอร์มันรับประกันคุณภาพอยู่ ระบอบการเรียนในวันนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขัน เอาชนะกัน, เพื่อให้ได้ปริญญา, เพื่อให้คนยกย่อง เพื่อทำให้คนลำพองในตัวเองมากขึ้น จนความเห็นใจผู้อื่นด้อยลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ยิ่งเรียนสูง ยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ทำงานต่ำๆ ไม่ได้ รังเกียจความยากจน คิดแต่จะเอาให้ตัวเองรอด เราได้คนที่มีปริญญามาใบหนึ่ง แต่เราก็สูญเสียคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีย์ไปด้วยอีกคนหนึ่งเช่นกัน แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาในโรงเรียนมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? เพื่อทำให้คนเป็นคน หรือเพื่อทำให้คนสูญเสียความเป็นคนมากขึ้น ณ วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างคร่ำครวญหาสภาพสังคมในอดีต สังคมชนบท ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น โอบอ้อมอารีย์แบ่งปัน สิ่งเหล่านี้หายไปไหนหมด ในขณะที่เราได้ความเจริญทางด้านวัตถุมาแทน ได้บัณฑิตเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วก็ได้การแก่งแย่งชิงดีกัน, อาชญากรรมซับซ้อนขึ้นในสังคมตามไปด้วย นี่เป็นคุณค่าของการศึกษาหรือไม่?
ผมอาบน้ำไปแล้วก็ผุดคิดขึ้นมาว่า เจอสมการใหม่ "ความเจริญทางด้านวัตถุ แปรผกผันกับความเจริญทางด้านจิตใจคน" หรือแปลว่า อยากรู้ว่าบ้านไหนเมืองไหนคุณภาพจิตใจของคนห่วยแตก ให้ดูความเจริญของเมืองนั้น ยิ่งเจริญมาก มีแสงสีมาก, แฟชั่น, โฆษณา, ห้างสรรพสินค้า, รถรา ความเจริญภายนอกทั้งหลาย บ่งบอกถึงความเสื่อมภายใน ลองเอาสมการนี้ตั้ง แล้วสังเกตุดูเอาเอง จะรู้ว่าจริงหรือไม่ เอาง่ายๆ คือกรุงเทพฯ คนขึ้นรถไฟฟ้าต่างเห็นกันเป็นคนแปลกหน้า เราลองยิ้มให้ใครสักคนดู, เขาจะมองว่าเราบ้าหรือแปลกทันที สังคมญี่ปุ่นยิ่งน่ากลัว ญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลมากทั้งเทคโนโลยี แสงสี, แต่ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่โคตรพี่บิ๊กเรียกพ่อ คดีอาชญากรรมที่ฟังแล้วรับไม่ได้แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น, นั่นคือ การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นแฟชั่น, โฆษณาทางเน็ต จ้างคนมาฆ่าพ่อแม่ตัวเอง, ล่าสุดฆ่าตัดหัวแม่ ถือหัวไปโรงพัก (มาติปิตุฆาต เป็นอนันตริยกรรม คือเลวร้ายสูงสุดรองจากฆ่าพระพุทธเจ้า) สังคมเมกาเองก็ปั่นป่วน เดี๋ยวนี้นักศึกษาต้องพกปืนไปเรียน? มันเป็นบ้ากันไปแล้วเหรอ, สังคมอังกฤษเองก็เด่นในด้านการไม่มีน้ำจิตน้ำใจ ทื่อๆ วันนี้ผมขึ้นรถเมล์ ผู้ชายในอังกฤษแย่งที่นั่งที่ว่างกันกับผู้หญิง, เขาอาจจะเห็นว่าสิทธิสตรี เดี๋ยวนี้เท่าเทียมกันแล้วนิ, ไม่ต้องไปสนใจ...ก็เป็นได้ อันนี้ผมไม่รู้ในใจเขา แต่ภาพการเห็นที่นั่งว่างแล้วรีบแย่งชิง ในขณะที่ผู้หญิงกำลังจะเดินมานั่ง...บางทีมันเป็นการแสดงออกว่าเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ตอนขึ้นรถเมล์ขากลับยิ่งชัดเจน เด็กตัวเล็กๆ พี่น้องกันสองคน อายุประมาณเพิ่งจะเดินได้ ตัวสูงแค่เข่า ขึ้นรถมากับพ่อ แต่รถเมล์มันเต็ม เด็กสองคนนั้นต้องยืนครับ....ไม่มีใครลุกให้นั่ง ไม่มีใครมองว่าผิดปกติ แต่เขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร, หรือเขาอาจจะคิดว่า ฉันก็จ่ายค่ารถเท่ากัน ฉันก็ควรมีสิทธิ์ได้นั่ง หรือเปล่า? จนกระทั่งผ่านไปสักห้านาที จึงมีคนลุกให้นั่ง คนนั้นเป็นคนเอเชีย ที่มาจากประเทศที่ถูกเรียกว่า "ประเทศกำลังพัฒนา"
ณ วันนี้ หัวใจคนหายไปพร้อมๆ กับความเจริญทางด้านวัตถุหรือไม่ มีโจทย์หลายอย่างให้ลองสังเกตุในแต่ละวัน เมื่อไหร่คนเริ่มเห็นว่าสิทธิ์ของตัวเอง (วิถีคิดของฝรั่ง Human rights) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ก็เหมือนส่งสัญญาณอันตรายของสังคมมาถึงแล้ว, เมื่อนั้นการคิดแต่แบบ "ของฉัน" จะเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่มี "เพื่อผู้อื่น" ความเป็นคนของเขาจะหายไปด้วย ถึงเวลานั้นก็....ตัวใครตัวมัน
วิธีการคิดแบบฝรั่ง จะคิดแบบเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง, เอาตัวเองเป็นจุดหมุน เช่นคำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" นั้นเป็นความเข้าใจของเขาเองว่า เขาพัฒนาแล้ว แต่จริงๆ มันพัฒนาเพียงวัตถุ หรือ "ความยากจน" จริงๆ แล้วคนยากจนเอง เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรอกว่าเขายากจน เขาดำรงชีวิตอยู่ของเขาได้, ตอนผมเป็นเด็กยากจน ผมเองก็ไม่เคยคิดว่า นั่นคือความยากจน
การคิดแบบฝรั่งนั้นน่ากลัวตรงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น หากจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนอื่นนั้น ...ไม่มีทาง เขาไม่เคยคิดว่าเขาผิด, เขาไม่เคยคิดมองย้อนดูตัวเองว่าที่ผ่านมามันผิดพลาดอย่างไร แต่มองหาตัวรับผิดชอบภายนอก, เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
วิธีการคิดแบบนี้มันมาจากสังคมกล่อมเกลา ที่ทำให้เขาเป็นคนที่เชื่อมันตัวเองสูง ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กยันโต, ทุกอย่างพึ่งพิงตัวเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องของ"ฉัน" สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกเสมอ เราจึงเห็นว่าประเทศโลกพัฒนาแล้ว ไม่ค่อยจะยอมรับผิดว่าเป็นสาเหตุ ภาวะโลกร้อนเท่าไหร่ (Global Warming) ประมาณว่าฉันกินอยู่อย่างไร ฉันก็จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ หาความสุขให้ตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพลางๆ จึงมีคำว่า "Securitisation" อะไรก็ตามที่แปะฉลากคำว่า "Security" ก็จะได้รับการแก้ปัญหาก่อน, ปัญหาระยะยาว ก็ทิ้งไปก่อน รอให้มันเป็นปัญหาระยะสั้นก็ค่อยแก้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผมเห็นแต่ความเสื่อมในสังคมตะวันตก แล้วคนเราเองก็ไปบ้าเห่อตามตะวันตก จนหากเลียได้ ขนหน้าแข้งคงเต็มท้องไปแล้ว การเป็นด็อกเตอร์ก้อนหิน (รู้มากแต่แคบในเรื่องเดียว) จะช่วยพัฒนาจิตใจคนได้อย่างไรบ้าง? บางทีก็เหมือนเรามาถึงทางเลือก ว่าจะเลือกคุณภาพจิตใจคน หรือเลือกความเจริญภายนอก, เพราะมันสวนทางกันเสมอ
Friday, 7 December 2007
พิสูจน์กฎ
การทดลองชีวิตเป็นเรื่องน่าสนุกกว่าการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า?
วันนี้เราได้ทำการพิสูจน์กฎอีกข้อแล้วว่าเป็นความจริง นั่นคือ
"ทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุด" แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำรายงานสำหรับเทอมนี้สามฉบับถ้วน นอนตีสามตีสี่เกือบทุกวัน
จนเห็นว่าการใช้เวลาอยู่กับหนังสือและรายงาน ติดต่อกันเป็นเวลา 6-12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ
เป็นอย่างนี้มาเป็นเดือนแล้ว เป็นรายงานฉบับภาษาที่ไม่ใช่ภาษาบ้านที่ยาวที่สุดในชีวิต
ตั้งแต่เกิดมา เนื้อหาก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกำแพงภาษาอีก ผมเริ่มเข้าใจหัวอกกะเหรี่ยงชัดขึ้น
และวันนี้คือวันที่โล่งหัวมากโขอยู่ เพราะส่งงานครบหมดแล้ว
มันสบายใจมากทั้งๆ ที่อาจารย์ยังไม่ได้ตรวจสักหน่อย และไม่รู้ด้วยว่ามันถูกหรือผิด
แต่ก็ได้ลุยไปแล้ว อัดฉีดเต็มสูบทุกอย่างแล้ว เต็มแม็คของเราแล้ว
ผมไม่รู้ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้รู้แต่ว่าสบายใจล่ะ
และหากผลมันออกมาแย่ ก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะเรารู้ว่าเต็มแม็คของเรามันมีแค่นั้น
นี่คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพตามความเป็นจริงด้วย
แล้วปกติที่เรากังวล เป็นห่วงว่าจะทำไม่ดี ผลจะออกมาแย่ นั่นก็เพราะเราไม่ได้อัดฉีดมันเต็มที่นั่นเอง
ความวิตก ทุกข์กังวลต่างๆ จึงเกิด
แต่ถ้า ณ วันนี้ เราทุ่มเทสุดๆ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ก็ไม่ต้องห่วงหรอกว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร
มันอยู่ที่ว่า ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ กันแน่
ลุยไปเลย.....วันนี้เห็นผลชัดมาก
วันนี้เราได้ทำการพิสูจน์กฎอีกข้อแล้วว่าเป็นความจริง นั่นคือ
"ทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุด" แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำรายงานสำหรับเทอมนี้สามฉบับถ้วน นอนตีสามตีสี่เกือบทุกวัน
จนเห็นว่าการใช้เวลาอยู่กับหนังสือและรายงาน ติดต่อกันเป็นเวลา 6-12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ
เป็นอย่างนี้มาเป็นเดือนแล้ว เป็นรายงานฉบับภาษาที่ไม่ใช่ภาษาบ้านที่ยาวที่สุดในชีวิต
ตั้งแต่เกิดมา เนื้อหาก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกำแพงภาษาอีก ผมเริ่มเข้าใจหัวอกกะเหรี่ยงชัดขึ้น
และวันนี้คือวันที่โล่งหัวมากโขอยู่ เพราะส่งงานครบหมดแล้ว
มันสบายใจมากทั้งๆ ที่อาจารย์ยังไม่ได้ตรวจสักหน่อย และไม่รู้ด้วยว่ามันถูกหรือผิด
แต่ก็ได้ลุยไปแล้ว อัดฉีดเต็มสูบทุกอย่างแล้ว เต็มแม็คของเราแล้ว
ผมไม่รู้ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้รู้แต่ว่าสบายใจล่ะ
และหากผลมันออกมาแย่ ก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะเรารู้ว่าเต็มแม็คของเรามันมีแค่นั้น
นี่คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพตามความเป็นจริงด้วย
แล้วปกติที่เรากังวล เป็นห่วงว่าจะทำไม่ดี ผลจะออกมาแย่ นั่นก็เพราะเราไม่ได้อัดฉีดมันเต็มที่นั่นเอง
ความวิตก ทุกข์กังวลต่างๆ จึงเกิด
แต่ถ้า ณ วันนี้ เราทุ่มเทสุดๆ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ก็ไม่ต้องห่วงหรอกว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร
มันอยู่ที่ว่า ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ กันแน่
ลุยไปเลย.....วันนี้เห็นผลชัดมาก
Thursday, 29 November 2007
เรียนแล้วได้อะไร
ตลกตัวเองอยู่ว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ผมปวดหัวแทบเป็นแทบตายกับการเรียนที่นี่ แต่พอเข้าใจมันแล้ว ณ วันนี้ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ผมกำลังมองวิชาที่ผมกำลังอยู่นี้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เพราะมันไม่ได้ขัดเกลาจิตใจเราให้ผ่องใสขึ้นเลย มันเป็นการมองออกไปนอกตัวจนเกินไป จนลืมการมองตนเอง แต่ก็ต้องขอบคุณวิชาเหล่านี้ ที่ทำให้ผมรู้คุณค่าวิชาเอกของโลก ที่จริงๆ แล้วอยู่กับเรามาตั้งนานแต่เรา ไม่เคยคิดจะใส่ใจ จนต้องให้สภาพแวดล้อมมาบังคับ ถึงได้รู้คุณค่า เหมือนลิงถือแหวนอยู่แต่ไม่รู้ว่าแหวนมีค่าอย่างไร
ผมสงสารคนไทยด้วยที่ไปบ้าเต้นเห่อตามวิชาของฝรั่ง เป็นเพียงแนวคิดของแต่ละสำนักคิด ที่เขาคิดขึ้นมา
แล้วก็ถกแย้งกันไม่มีวันจบสิ้น เขาเพียงใช้อำนาจทางสื่อตีพิมพ์ อำนาจทางเงินทุน ตีพิมพ์เป็นเล่มๆ แล้วให้
เราบ้าตาม ผมอ่านดูเนื้อหาภายในก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจ หรือว่าอยู่นอกข่ายความสนใจเรากันแน่
เหมือนกำลังถกแย้งกันว่า คณิตศาสตร์ข้อนี้ สำนักนี้ใช้สูตรนี้คิด ถึงจะได้คำตอบ แต่อีกสำนักหนึ่งใช้อีกสูตรหนึ่งคิด ก็ได้คำตอบเหมือนกัน ส่วนอีกสำนักหนึ่งก็มาอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเห็นแล้วน่าสงสาร น่าสงสารคนที่เสียตังค์มหาศาลมาเรียนด้วย ส่วนผมไม่เสียตังค์เลยไม่รู้สึกตรงนี้
คนในโลกนี้มีปัญหาชนิดเดียวเท่านั้น ไม่ต้องไปแบ่งให้ไกลมากมายหลายชั้นให้ปวดหัวเปลืองข้าวสุกในการคิดทฤษฎีโน่นนี่มาป่วนโลกให้เต้นตามกัน นั่นคือปัญหาการไม่รู้จักมองตัวเอง เราต่างถูกครอบงำด้วยสิ่งภายในนอกตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เกิดการไม่รู้จักตนเอง
ก่อนมาที่นี่ ความคิดผมบรรเจิดว่าจะไปที่โน่นที่นี่ ไปนั่นไปนี่ตระเวณท่องเที่ยวไปให้ทั่วเลย แต่พอมาแล้วจริงๆ กลับไม่
ผมกลับถูกจำกัดด้วยวิชาการเรียนเหล่านี้ ด้วยการอยู่แต่ในบ้านเป็นหลัก ออกไปข้างนอกเพียงนิดๆ
หน่อยๆ สัปดาห์หนึ่งไปเรียนสักสามสี่ครั้ง กับไปตลาดสัปดาห์ละครั้ง
ได้อยู่กับตัวเองวันละเกือบๆ ยี่สิบสี่ชั่วโมง หาโอกาสอย่างนี้ได้น้อยมากในชีวิตคนเรา
หรือไม่ก็มีอีกวิธีหนึ่ง คือ ติดคุก ผมกำลังคิดว่าชีวิตตนเองตอนนี้ เหมือนการติดคุก เหมือนการถูกเนรเทศมาไกลๆ ที่หนึ่ง วัตถุประสงค์ของการติดคุก กับ การมาเรียนของผมที่นี่ มีสิ่งที่คล้ายกันคือ
"ให้เราอยู่กับตนเอง" สำนึกในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เรียนรู้ตนเองในขณะนี้ให้มากขึ้น
ผมเคยครุ่นเครียดกับการอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน บ่นแล้วบ่นอีก แต่อาจารย์ก้อยให้มุมมองน่าสนใจว่า
แกอิจฉาผมนะ ที่ได้ต่อสู้กับแค่ตำรา ในขณะที่คนอื่นเขาต่อสู้กับความวกวนของคนให้เจ็บปวดเศร้าหมอง
โอ้ นี่ในขณะที่เรากำลังเป็นทุกข์แทบแย่ ยังมีคนมาอิจฉาชีวิตเราด้วยหรือนี่
โลกมีสองด้านให้คิดเสมอ ณ วันนี้ ผมกลับรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง ตั้งแต่เกิดมานับสามสิบกว่าปี เราอยู่กับสิ่งภายนอกตลอดเวลา มีสิ่งดึงดูดไปนั่นไปนี่ไปโน่นอยู่เสมอ จนกระทั่งไม่มีแม้กระทั่งเวลาอยู่กับตนเอง ไม่มีเวลาสนทนากับตนเอง มัวแต่ปวดหัวกับปัญหาเรื่องภายนอกจนวุ่นวาย
สิ่งที่ผมได้จากที่นี่ ปรากฏว่าไม่ใช่เป็นความรู้จากตำราเรียน แต่เป็นการทำความรู้จักกับตนเองมากขึ้น
เนื้อหาวิชาที่นี่จึงกลายเป็นเพียงทางผ่าน เป็นเหมือนเครื่องมือที่มาช่วยบีบคั้นให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น
ถ้าไม่มีวิชาเหล่านี้ ผมก็ไม่ถึงจุดว่าที่สุดของเรามันเป็นอย่างไร
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องวางเครื่องมือนั้นเสีย เพราะไม่ได้หลงไหลเพลิดเพลินยินดีไปกับมัน
เพราะดูแล้ว ไม่เห็นมีวิธีคิดอะไรของทางตะวันตกดึงดูดใจผมได้เลย
ผมสงสารคนไทยด้วยที่ไปบ้าเต้นเห่อตามวิชาของฝรั่ง เป็นเพียงแนวคิดของแต่ละสำนักคิด ที่เขาคิดขึ้นมา
แล้วก็ถกแย้งกันไม่มีวันจบสิ้น เขาเพียงใช้อำนาจทางสื่อตีพิมพ์ อำนาจทางเงินทุน ตีพิมพ์เป็นเล่มๆ แล้วให้
เราบ้าตาม ผมอ่านดูเนื้อหาภายในก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจ หรือว่าอยู่นอกข่ายความสนใจเรากันแน่
เหมือนกำลังถกแย้งกันว่า คณิตศาสตร์ข้อนี้ สำนักนี้ใช้สูตรนี้คิด ถึงจะได้คำตอบ แต่อีกสำนักหนึ่งใช้อีกสูตรหนึ่งคิด ก็ได้คำตอบเหมือนกัน ส่วนอีกสำนักหนึ่งก็มาอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเห็นแล้วน่าสงสาร น่าสงสารคนที่เสียตังค์มหาศาลมาเรียนด้วย ส่วนผมไม่เสียตังค์เลยไม่รู้สึกตรงนี้
คนในโลกนี้มีปัญหาชนิดเดียวเท่านั้น ไม่ต้องไปแบ่งให้ไกลมากมายหลายชั้นให้ปวดหัวเปลืองข้าวสุกในการคิดทฤษฎีโน่นนี่มาป่วนโลกให้เต้นตามกัน นั่นคือปัญหาการไม่รู้จักมองตัวเอง เราต่างถูกครอบงำด้วยสิ่งภายในนอกตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เกิดการไม่รู้จักตนเอง
ก่อนมาที่นี่ ความคิดผมบรรเจิดว่าจะไปที่โน่นที่นี่ ไปนั่นไปนี่ตระเวณท่องเที่ยวไปให้ทั่วเลย แต่พอมาแล้วจริงๆ กลับไม่
ผมกลับถูกจำกัดด้วยวิชาการเรียนเหล่านี้ ด้วยการอยู่แต่ในบ้านเป็นหลัก ออกไปข้างนอกเพียงนิดๆ
หน่อยๆ สัปดาห์หนึ่งไปเรียนสักสามสี่ครั้ง กับไปตลาดสัปดาห์ละครั้ง
ได้อยู่กับตัวเองวันละเกือบๆ ยี่สิบสี่ชั่วโมง หาโอกาสอย่างนี้ได้น้อยมากในชีวิตคนเรา
หรือไม่ก็มีอีกวิธีหนึ่ง คือ ติดคุก ผมกำลังคิดว่าชีวิตตนเองตอนนี้ เหมือนการติดคุก เหมือนการถูกเนรเทศมาไกลๆ ที่หนึ่ง วัตถุประสงค์ของการติดคุก กับ การมาเรียนของผมที่นี่ มีสิ่งที่คล้ายกันคือ
"ให้เราอยู่กับตนเอง" สำนึกในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เรียนรู้ตนเองในขณะนี้ให้มากขึ้น
ผมเคยครุ่นเครียดกับการอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน บ่นแล้วบ่นอีก แต่อาจารย์ก้อยให้มุมมองน่าสนใจว่า
แกอิจฉาผมนะ ที่ได้ต่อสู้กับแค่ตำรา ในขณะที่คนอื่นเขาต่อสู้กับความวกวนของคนให้เจ็บปวดเศร้าหมอง
โอ้ นี่ในขณะที่เรากำลังเป็นทุกข์แทบแย่ ยังมีคนมาอิจฉาชีวิตเราด้วยหรือนี่
โลกมีสองด้านให้คิดเสมอ ณ วันนี้ ผมกลับรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง ตั้งแต่เกิดมานับสามสิบกว่าปี เราอยู่กับสิ่งภายนอกตลอดเวลา มีสิ่งดึงดูดไปนั่นไปนี่ไปโน่นอยู่เสมอ จนกระทั่งไม่มีแม้กระทั่งเวลาอยู่กับตนเอง ไม่มีเวลาสนทนากับตนเอง มัวแต่ปวดหัวกับปัญหาเรื่องภายนอกจนวุ่นวาย
สิ่งที่ผมได้จากที่นี่ ปรากฏว่าไม่ใช่เป็นความรู้จากตำราเรียน แต่เป็นการทำความรู้จักกับตนเองมากขึ้น
เนื้อหาวิชาที่นี่จึงกลายเป็นเพียงทางผ่าน เป็นเหมือนเครื่องมือที่มาช่วยบีบคั้นให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น
ถ้าไม่มีวิชาเหล่านี้ ผมก็ไม่ถึงจุดว่าที่สุดของเรามันเป็นอย่างไร
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องวางเครื่องมือนั้นเสีย เพราะไม่ได้หลงไหลเพลิดเพลินยินดีไปกับมัน
เพราะดูแล้ว ไม่เห็นมีวิธีคิดอะไรของทางตะวันตกดึงดูดใจผมได้เลย
Sunday, 25 November 2007
การแบ่งของโลก
โลกเรานี้แบ่งเป็นสองฝ่ายหลัก คือตะวันออก กับตะวันตก ซึ่งมันสมดุลย์และคานกันอยู่
ต่อยอดความคิด (อาจารย์) ผู้การมนูญฯ เมื่อตอนนั่งกินกาแฟกันแล้วฟังเลคเชอร์ไปเรื่อยๆ
โลกตะวันตกคิดออกไปนอกตัว, แต่โลกตะวันออกคิดเข้ามาในตัว
ฝั่งตะวันตกคิดแบบเอากายหยาบเป็นตัวตั้ง แล้วคิดนอกตัว คิดอะไรก็ตามก็จะคิดนอกตัว
เกิดทฤษฎีขึ้นมากมาย เกิดวิทยาศาสตร์ เกิดวิชาแขนงต่างๆ จนกลายเป็นว่า สิ่งที่เจริญคือวัตถุ
แล้วเราก็ก้มหน้าเดินตามรอยเขาไป โดยไม่ได้มองตนเอง เพราะเราเห็นจริงๆ ว่า เขาไปถึงดวงจันทร์ได้ นั่นคือสุดยอดความก้าวหน้า
จริงๆ แล้วโลกตะวันออก ไปไกลกว่านั้นมากมาย ด้วยการเพ่งเข้ามาในตัวเอง
คนจีนฝึกพลังปราณ จนเอามีดดาบฟันแทงไม่เข้า
พลังของจิตมีอานุภาพมากรุนแรง ไปไกลกว่าดวงจันทร์ เดินทางข้ามภาพชาติได้
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ฝึกเท่านั้น
วิธีการของโลกสองฝ่ายขับเคลื่อนด้วยสิ่งเดียวกัน คือความวิริยะ ความเพียร มุ่งมั่น ทุ่มเท
จนเกิดเป็นพลังของสมาธิ การทำอะไรก็ตามหากขับเคลื่อนด้วยพลังของสมาธิแล้ว ก็จะพุ่งกระฉูดรุนแรง ทำอะไรก็สำเร็จ
แต่บังเอิญว่า ไอ้สิ่งที่เรากำลังเรียนนอกตัวอยู่นี้ มันเป็นสิ่งที่เรียนไปไม่รู้จบสิ้น
ผมได้ความคิดจากพี่คมสันต์ฯ มาคิดต่อเพิ่มเติม เปรียบเทียบการเรียนโลกภายนอกเหมือนกับ
การศึกษาเรื่องก้อนหิน, แค่ศึกษาเรื่องก้อนหิน ชาตินี้ก็ศึกษาได้ไม่หมด อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านก้อนหิน
เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ ธาตุต่างๆ ภายใน เดินทางไปสำรวจทั่วโลก
แต่ว่ารู้แล้วจะทำไม รู้ไปแล้วได้อะไร เหมือนกับว่ารู้ว่าไก่เกิดก่อนไข่ แล้วมันทำไม รู้ไปทำไม
หากแม้นว่าชำนาญการด้านก้อนหินแล้ว แต่ด้วยธรรมชาติความเป็นมนุษย์
เรายังหิวอยู่หรือไม่ อกหักรักคุดอยู่หรือไม่
เข้าห้องน้ำแล้วทำความสะอาดดีหรือไม่, มีคนด่าลับหลังหรือเปล่า ไอ้ความรู้เรื่องก้อนหินที่เรามี
มันทำให้เรากลายเป็นคนเย่อหยิ่งขึ้นหรือเปล่า ความอ่อนน้อมถ่อมตัวเราหายไปเพราะเราเป็นผู้เชียวชาญจนได้รับประกาศนียบัตรด๊อกเตอร์ มันทำเราให้มองผู้อื่นต่ำต้อยไปหมดหรือเปล่า
สิ่งนี้น่ากลัวมาก
ที่บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ มีแต่คนเรียนด๊อกเตอร์ แต่การเรียนด็อกเตอร์เก่งแต่ความรู้ภายนอก
ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นคนจะพัฒนาตามไปด้วย
เข้าห้องน้ำเสร็จก็ไม่ราดก็มี, สกปรกเลอะเทอะ ทิ้งขยะเกลื่อนวุ่นวาย ไม่มีความรับผิดชอบก็มี
คิดแต่จะเอาเปรียบ, คิดแต่จะเก่งแย่งแข่งขัน, จัดการกับอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็มี
ความน่ากลัวของการเรียนสูงนั้น กลับกลายเป็นว่ามีมากกว่าการมีการศึกษาต่ำ
ณ วันนี้ กลับเห็นความน่ากลัวของโลกตะวันตกมากขึ้นทุกขณะ โลกที่ว่าเป็นว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ที่นี่เขาเซ็ตระบบให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ จับคนเอามาลงระบบ เพื่อให้ระบบมันเคลื่อนไปได้
เหมือนเป็นหุ่นยนต์ ยกตัวอย่าง ครูบาอาจารย์ที่นี่ มีความหมายเป็นเพียงคนที่ทำงานตามเงินเดือน
ถึงเวลามาสอนก็สอน หมดเวลาก็กลับ จะเข้าพบก็ต้องนัดหมายเวลาล่วงหน้า และจำกัดเวลา
ที่ศูนย์ภาษา จะเข้าพบติวเตอร์ ต้องนัดหมายล่วงหน้าเป็นเดือนไม่งั้นคิวเต็ม
แต่ละคิวให้เวลา ครึ่งชั่วโมง เรามีสิทธิ์ 5 คิวต่อเทอม
คำว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้มีความหมายเกินไปกว่า คนที่รับจ้างมากินเงินเดือนทำหน้าที่ไปวันๆ
นี่แหละคือโลกทุนนิยมของจริง ที่ทุกคนตกอยู่ภายใต้อำนาจเงิน ทำงานเพื่อเงิน ตามกรอบที่ให้ไว้
เพื่อให้ระบบมันวิ่งไปได้ เป็นเพียงแค่เฟืองจักรตัวเล็กๆ ของระบบ ที่หล่อเลี้ยงด้วยเงิน
แล้วความเป็นคนหายไปด้วยหรือไม่ สาระพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ยินดีมีไมตรีจิตต่อกัน ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สิ่งเหล่านี้กลืนหายไปกับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น
แม้กระทั่งความเป็นครูบาอาจารย์ ซึ่งควรเป็นสิ่งที่เคารพบูชา รองจากบิดามารดา
ก็ถูกทำลายไปด้วยระบบทุนนิยม ที่เอาเงินฟาดหัว ให้ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อแลกกับเศษเงิน
ของนายทุนตัวอ้วนๆ
ใครที่ทำงานกับฝรั่งบ่อยๆ มักจะบ่นว่า "ฝรั่งงี่เง่า" ไม่มีเหตุผล บ้าบอ เอาแต่ใจ โกรธง่าย
เอาใจยาก ใครมีนายเป็นฝรั่งจะเข้าใจชัดแจ้ง
ไปโทษเขาก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาเติบโตมาท่ามกลางสังคมที่มันเป็นระบบเช่นนั้น
เขามีหน้าที่ เท่านั้น เขาทำเท่านั้น ใครจะเป็นอะไร ฉันไม่สน เพราะว่าฉันมีหน้าที่แค่นั้น
แล้วก็ทำหน้าที่ของเค้าให้ดีที่สุด แต่ถ้าเกินเวลานอกเหนือจากนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว
หากคุณจะจมน้ำตายฉันก็ไม่สน เพราะว่ามหาลัยมีคอร์สว่ายน้ำสอน ทำไมคุณไม่ไปลงสมัครเรียนเอง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ
มหาลัยโยนข้อมูลตูมๆๆๆ ลงในอินเตอร์เนต เซิฟเวอร์ของมหาลัย แล้วให้นักเรียนไปศึกษาเอง
จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะมหาลัยถือว่าได้ทำหน้าที่ของมหาลัยแล้ว ได้ให้ข้อมูลไปแล้ว ก็ไปค้นดูเอาเอง
ทำให้พาลคิดไปถึง คำๆ หนึ่งในกฏหมายที่บอกแบบกำปั้นทุบหน้าว่า
ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฏหมายไม่ได้
ถามว่าชาวบ้านตาดำๆ หาเช้ากินค่ำจะรู้เรื่องกฏหมายไม๊
นักกฏหมายที่เรียนกฏหมายกันเป็นล่ำเป็นสันยังไม่รู้เรื่องกฏหมายดีกันเท่าไหร่เลย กฏหมายมีเป็นพันฉบับ
การเดินตามก้นตะวันตก กำลังทำลายพื้นฐานความเป็นมนุษย์อย่างน่าสยดสยอง แต่มันมาเงียบๆ
ณ วันนี้มหาลัยหลายแห่งของไทย ก็เริ่มออกนอกระบบ กลายเป็นธุรกิจการศึกษา
ครูอาจารย์บูชาเงินเป็นพระเจ้า ความเคารพศรัทธาในตัวครูก็ลดน้อยถอยลงไป เกิดช่องว่างห่างกันมากขึ้นเท่านั้น สังคมไทย เริ่มกลายพันธุ์ไปเป็นแบบตะวันตก น่ากลัวชะมัด ปลายทางของระบอบทุนนิยมนี้น่าติดตาม แต่มันมาพร้อมกับความพังพินาศของบ้านเมืองและจิตใจคน
วันไหนที่เรามีรถเก๋งแพงๆ ขี่ แล้วเราเกิดความรู้สึกด้อยๆ กับคนขี่จักรยาน วันนั้นแหละคือดัชนีชี้ความเสื่อมในตัวเราเอง
เจอนิทานเซ็นเรื่องหนึ่ง เล่าว่า อาจารย์เห็นเด็กมาขโมยผลไม้หลังบ้าน เด็กกำลังปีนต้นไม้อยู่
อาจารย์เห็นดังนั้น ก็เลยเอาบันไดไปวางพาดไว้ที่ต้นไม้แล้วกลับเข้ามาในบ้าน โดยไม่ได้สนใจว่า
เด็กกำลังเด็ดเอาผลไม้อยู่ แต่อาจารย์สนใจว่า เด็กจะพลัดตกลงมา เลยเอาบันไดไปวางไว้ให้
อาจารย์ไม่ได้สนใจกฏหมาย ว่าสิ่งที่เด็กทำมันผิดกฏหมาย ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นเจ้าของต้นไม้นั้น
แต่สนใจที่ความเมตตาต่อเด็กว่าจะพลัดตก
สิ่งนี้ขัดกันโดยสิ้นเชิงกับระบอบตะวันตก ที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ หากไม่เป็นไปตามระบบ
ถือว่าผิด คุณธรรมเป็นเรื่องรอง
การที่ผมมาเรียนรู้โลกตะวันตก เหมือนผมกำลังมาเห็นโลกอนาคตของสังคมไทยที่ตามก้นฝรั่ง
ผมไม่ได้มีความยินดีใดๆ ในความเจริญของบ้านเมืองที่เห็นอยู่เลย ตรงกันข้ามมันน่ากลัวเสียด้วยซ้ำไป
ผู้คนใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์ ไม่มีจิตใจต่อกัน เดินสวนกันเป็นคนแปลกหน้า คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง
พาลให้นึกไปถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่เมกาโดนก่อการร้าย ว่านั่นคือการแตะเบรคระบอบทุนนิยมตัวอ้วน
เป็นการเคาะกบาล ว่าเฮ้ยๆ เบาๆ หน่อย ชักจะมากไปแล้ว
แต่ความเป็นเมกาที่นึกว่ากูใหญ่ ก็ไม่ได้สำนึกขึ้นเลย กลับผยองมากกว่าเดิม
เอาเหตุผลนี้ข้างๆ คูๆ ไปฮุบบ่อน้ำมันเสียได้ ไหนๆ ก็ลงทุนทำสงครามแล้ว ก็ถือโอกาสปล้นน้ำมันซะเลย
ผมกำลังรอดูความพังพินาศของระบอบทุนนิยม ของพี่ใหญ่อย่างเมกา อาจต้องใช้เวลาสักระยะใหญ่
กว่ากระบวนการจะครบวงรอบ ถึงจุดอิ่มตัวหรือ จุดระเบิด
แล้วก็อดเป็นห่วงสังคมบ้านเราที่ตามก้นต้อยๆ ประเทศเสื่อมๆ เช่นนี้ไม่ได้
เรากำลังเดินหน้าไปสู่ความเสื่อมแบบเห็นๆ จะมีใครช่วยแตะเบรคสังคมไทยได้เปล่า
เพลงห่วยๆ ที่ออกสู่สังคมมันออกไปได้อย่างไร เพลงประเภทเอากันคืนเดียวจบ กลายเป็นเพลงฮิต
และซึ้งในหมู่วัยรุ่นไปเสียแล้ว เป็นดัชนีบ่งบอกอะไรได้บ้างหรือเปล่า
ผมเหมือนกับเห็นอนาคต แล้วหวาดเสียว
ไม่ต้องไปตามก้นเขาที่หลอกเราว่า เจริญแล้ว เพราะมันมีแต่วัตถุ แต่ถ้ายังอยากแข่งขันอยู่ ก็ชนะได้
ด้วยจุดแข็งที่เรามีอยู่ ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจได้ แต่ไม่ใช่มหาอำนาจด้านเงินตรา
เราเป็นมหาอำนาจทางด้านเกษตรกรรม นี่คือสุดยอดแล้ว เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับหนึ่งของมนุษย์ ต่อให้มีน้ำมันมากล้นฟ้า แต่ก็กินน้ำมันเป็นอาหารไม่ได้ กินเงินแทนข้าวไม่ได้
แล้วเราก็โดนฝรั่งหลอก หลอกให้เราบูชาเงิน วัตถุ แต่เอาสิ่งที่สำคัญที่สุดออกไป
นั่นคือเอาผลิตผลเกษตรกรรมออกไป เอาเศษเงินของเค้ามาแลก แล้วบังเอิญว่าเราก็โดนหลอกง่ายเสียด้วย
ผมเล่นหุ้นกับผู้การมนูญฯ อยู่ระยะหนึ่ง ก็ตระหนักซึ้งว่า เราเอาชนะระบบพวกนี้ไม่ได้หรอก
เค้าเป็นคนคิดระบบ เค้าควบคุมระบบ เราจะดีจะเจ๊ง อยู่ที่ไอ้กองทุนเฮจฟันตัวซวยตัวนี้
มันมีหน้าที่มาดูดเราไป แต่ดูดในรูปเงินทอง
การหันกลับมามองตนเอง ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อย่างน้อยที่สุดก็ พอเพียง อย่างมากก็หาจุดแข็งของตนเองไปสู้กับเค้า หากอยากจะลงสนามแข่ง
ต่อยอดความคิด (อาจารย์) ผู้การมนูญฯ เมื่อตอนนั่งกินกาแฟกันแล้วฟังเลคเชอร์ไปเรื่อยๆ
โลกตะวันตกคิดออกไปนอกตัว, แต่โลกตะวันออกคิดเข้ามาในตัว
ฝั่งตะวันตกคิดแบบเอากายหยาบเป็นตัวตั้ง แล้วคิดนอกตัว คิดอะไรก็ตามก็จะคิดนอกตัว
เกิดทฤษฎีขึ้นมากมาย เกิดวิทยาศาสตร์ เกิดวิชาแขนงต่างๆ จนกลายเป็นว่า สิ่งที่เจริญคือวัตถุ
แล้วเราก็ก้มหน้าเดินตามรอยเขาไป โดยไม่ได้มองตนเอง เพราะเราเห็นจริงๆ ว่า เขาไปถึงดวงจันทร์ได้ นั่นคือสุดยอดความก้าวหน้า
จริงๆ แล้วโลกตะวันออก ไปไกลกว่านั้นมากมาย ด้วยการเพ่งเข้ามาในตัวเอง
คนจีนฝึกพลังปราณ จนเอามีดดาบฟันแทงไม่เข้า
พลังของจิตมีอานุภาพมากรุนแรง ไปไกลกว่าดวงจันทร์ เดินทางข้ามภาพชาติได้
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ฝึกเท่านั้น
วิธีการของโลกสองฝ่ายขับเคลื่อนด้วยสิ่งเดียวกัน คือความวิริยะ ความเพียร มุ่งมั่น ทุ่มเท
จนเกิดเป็นพลังของสมาธิ การทำอะไรก็ตามหากขับเคลื่อนด้วยพลังของสมาธิแล้ว ก็จะพุ่งกระฉูดรุนแรง ทำอะไรก็สำเร็จ
แต่บังเอิญว่า ไอ้สิ่งที่เรากำลังเรียนนอกตัวอยู่นี้ มันเป็นสิ่งที่เรียนไปไม่รู้จบสิ้น
ผมได้ความคิดจากพี่คมสันต์ฯ มาคิดต่อเพิ่มเติม เปรียบเทียบการเรียนโลกภายนอกเหมือนกับ
การศึกษาเรื่องก้อนหิน, แค่ศึกษาเรื่องก้อนหิน ชาตินี้ก็ศึกษาได้ไม่หมด อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านก้อนหิน
เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ ธาตุต่างๆ ภายใน เดินทางไปสำรวจทั่วโลก
แต่ว่ารู้แล้วจะทำไม รู้ไปแล้วได้อะไร เหมือนกับว่ารู้ว่าไก่เกิดก่อนไข่ แล้วมันทำไม รู้ไปทำไม
หากแม้นว่าชำนาญการด้านก้อนหินแล้ว แต่ด้วยธรรมชาติความเป็นมนุษย์
เรายังหิวอยู่หรือไม่ อกหักรักคุดอยู่หรือไม่
เข้าห้องน้ำแล้วทำความสะอาดดีหรือไม่, มีคนด่าลับหลังหรือเปล่า ไอ้ความรู้เรื่องก้อนหินที่เรามี
มันทำให้เรากลายเป็นคนเย่อหยิ่งขึ้นหรือเปล่า ความอ่อนน้อมถ่อมตัวเราหายไปเพราะเราเป็นผู้เชียวชาญจนได้รับประกาศนียบัตรด๊อกเตอร์ มันทำเราให้มองผู้อื่นต่ำต้อยไปหมดหรือเปล่า
สิ่งนี้น่ากลัวมาก
ที่บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ มีแต่คนเรียนด๊อกเตอร์ แต่การเรียนด็อกเตอร์เก่งแต่ความรู้ภายนอก
ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นคนจะพัฒนาตามไปด้วย
เข้าห้องน้ำเสร็จก็ไม่ราดก็มี, สกปรกเลอะเทอะ ทิ้งขยะเกลื่อนวุ่นวาย ไม่มีความรับผิดชอบก็มี
คิดแต่จะเอาเปรียบ, คิดแต่จะเก่งแย่งแข่งขัน, จัดการกับอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็มี
ความน่ากลัวของการเรียนสูงนั้น กลับกลายเป็นว่ามีมากกว่าการมีการศึกษาต่ำ
ณ วันนี้ กลับเห็นความน่ากลัวของโลกตะวันตกมากขึ้นทุกขณะ โลกที่ว่าเป็นว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ที่นี่เขาเซ็ตระบบให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ จับคนเอามาลงระบบ เพื่อให้ระบบมันเคลื่อนไปได้
เหมือนเป็นหุ่นยนต์ ยกตัวอย่าง ครูบาอาจารย์ที่นี่ มีความหมายเป็นเพียงคนที่ทำงานตามเงินเดือน
ถึงเวลามาสอนก็สอน หมดเวลาก็กลับ จะเข้าพบก็ต้องนัดหมายเวลาล่วงหน้า และจำกัดเวลา
ที่ศูนย์ภาษา จะเข้าพบติวเตอร์ ต้องนัดหมายล่วงหน้าเป็นเดือนไม่งั้นคิวเต็ม
แต่ละคิวให้เวลา ครึ่งชั่วโมง เรามีสิทธิ์ 5 คิวต่อเทอม
คำว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้มีความหมายเกินไปกว่า คนที่รับจ้างมากินเงินเดือนทำหน้าที่ไปวันๆ
นี่แหละคือโลกทุนนิยมของจริง ที่ทุกคนตกอยู่ภายใต้อำนาจเงิน ทำงานเพื่อเงิน ตามกรอบที่ให้ไว้
เพื่อให้ระบบมันวิ่งไปได้ เป็นเพียงแค่เฟืองจักรตัวเล็กๆ ของระบบ ที่หล่อเลี้ยงด้วยเงิน
แล้วความเป็นคนหายไปด้วยหรือไม่ สาระพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ยินดีมีไมตรีจิตต่อกัน ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สิ่งเหล่านี้กลืนหายไปกับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น
แม้กระทั่งความเป็นครูบาอาจารย์ ซึ่งควรเป็นสิ่งที่เคารพบูชา รองจากบิดามารดา
ก็ถูกทำลายไปด้วยระบบทุนนิยม ที่เอาเงินฟาดหัว ให้ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อแลกกับเศษเงิน
ของนายทุนตัวอ้วนๆ
ใครที่ทำงานกับฝรั่งบ่อยๆ มักจะบ่นว่า "ฝรั่งงี่เง่า" ไม่มีเหตุผล บ้าบอ เอาแต่ใจ โกรธง่าย
เอาใจยาก ใครมีนายเป็นฝรั่งจะเข้าใจชัดแจ้ง
ไปโทษเขาก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาเติบโตมาท่ามกลางสังคมที่มันเป็นระบบเช่นนั้น
เขามีหน้าที่ เท่านั้น เขาทำเท่านั้น ใครจะเป็นอะไร ฉันไม่สน เพราะว่าฉันมีหน้าที่แค่นั้น
แล้วก็ทำหน้าที่ของเค้าให้ดีที่สุด แต่ถ้าเกินเวลานอกเหนือจากนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว
หากคุณจะจมน้ำตายฉันก็ไม่สน เพราะว่ามหาลัยมีคอร์สว่ายน้ำสอน ทำไมคุณไม่ไปลงสมัครเรียนเอง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ
มหาลัยโยนข้อมูลตูมๆๆๆ ลงในอินเตอร์เนต เซิฟเวอร์ของมหาลัย แล้วให้นักเรียนไปศึกษาเอง
จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะมหาลัยถือว่าได้ทำหน้าที่ของมหาลัยแล้ว ได้ให้ข้อมูลไปแล้ว ก็ไปค้นดูเอาเอง
ทำให้พาลคิดไปถึง คำๆ หนึ่งในกฏหมายที่บอกแบบกำปั้นทุบหน้าว่า
ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฏหมายไม่ได้
ถามว่าชาวบ้านตาดำๆ หาเช้ากินค่ำจะรู้เรื่องกฏหมายไม๊
นักกฏหมายที่เรียนกฏหมายกันเป็นล่ำเป็นสันยังไม่รู้เรื่องกฏหมายดีกันเท่าไหร่เลย กฏหมายมีเป็นพันฉบับ
การเดินตามก้นตะวันตก กำลังทำลายพื้นฐานความเป็นมนุษย์อย่างน่าสยดสยอง แต่มันมาเงียบๆ
ณ วันนี้มหาลัยหลายแห่งของไทย ก็เริ่มออกนอกระบบ กลายเป็นธุรกิจการศึกษา
ครูอาจารย์บูชาเงินเป็นพระเจ้า ความเคารพศรัทธาในตัวครูก็ลดน้อยถอยลงไป เกิดช่องว่างห่างกันมากขึ้นเท่านั้น สังคมไทย เริ่มกลายพันธุ์ไปเป็นแบบตะวันตก น่ากลัวชะมัด ปลายทางของระบอบทุนนิยมนี้น่าติดตาม แต่มันมาพร้อมกับความพังพินาศของบ้านเมืองและจิตใจคน
วันไหนที่เรามีรถเก๋งแพงๆ ขี่ แล้วเราเกิดความรู้สึกด้อยๆ กับคนขี่จักรยาน วันนั้นแหละคือดัชนีชี้ความเสื่อมในตัวเราเอง
เจอนิทานเซ็นเรื่องหนึ่ง เล่าว่า อาจารย์เห็นเด็กมาขโมยผลไม้หลังบ้าน เด็กกำลังปีนต้นไม้อยู่
อาจารย์เห็นดังนั้น ก็เลยเอาบันไดไปวางพาดไว้ที่ต้นไม้แล้วกลับเข้ามาในบ้าน โดยไม่ได้สนใจว่า
เด็กกำลังเด็ดเอาผลไม้อยู่ แต่อาจารย์สนใจว่า เด็กจะพลัดตกลงมา เลยเอาบันไดไปวางไว้ให้
อาจารย์ไม่ได้สนใจกฏหมาย ว่าสิ่งที่เด็กทำมันผิดกฏหมาย ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นเจ้าของต้นไม้นั้น
แต่สนใจที่ความเมตตาต่อเด็กว่าจะพลัดตก
สิ่งนี้ขัดกันโดยสิ้นเชิงกับระบอบตะวันตก ที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ หากไม่เป็นไปตามระบบ
ถือว่าผิด คุณธรรมเป็นเรื่องรอง
การที่ผมมาเรียนรู้โลกตะวันตก เหมือนผมกำลังมาเห็นโลกอนาคตของสังคมไทยที่ตามก้นฝรั่ง
ผมไม่ได้มีความยินดีใดๆ ในความเจริญของบ้านเมืองที่เห็นอยู่เลย ตรงกันข้ามมันน่ากลัวเสียด้วยซ้ำไป
ผู้คนใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์ ไม่มีจิตใจต่อกัน เดินสวนกันเป็นคนแปลกหน้า คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง
พาลให้นึกไปถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่เมกาโดนก่อการร้าย ว่านั่นคือการแตะเบรคระบอบทุนนิยมตัวอ้วน
เป็นการเคาะกบาล ว่าเฮ้ยๆ เบาๆ หน่อย ชักจะมากไปแล้ว
แต่ความเป็นเมกาที่นึกว่ากูใหญ่ ก็ไม่ได้สำนึกขึ้นเลย กลับผยองมากกว่าเดิม
เอาเหตุผลนี้ข้างๆ คูๆ ไปฮุบบ่อน้ำมันเสียได้ ไหนๆ ก็ลงทุนทำสงครามแล้ว ก็ถือโอกาสปล้นน้ำมันซะเลย
ผมกำลังรอดูความพังพินาศของระบอบทุนนิยม ของพี่ใหญ่อย่างเมกา อาจต้องใช้เวลาสักระยะใหญ่
กว่ากระบวนการจะครบวงรอบ ถึงจุดอิ่มตัวหรือ จุดระเบิด
แล้วก็อดเป็นห่วงสังคมบ้านเราที่ตามก้นต้อยๆ ประเทศเสื่อมๆ เช่นนี้ไม่ได้
เรากำลังเดินหน้าไปสู่ความเสื่อมแบบเห็นๆ จะมีใครช่วยแตะเบรคสังคมไทยได้เปล่า
เพลงห่วยๆ ที่ออกสู่สังคมมันออกไปได้อย่างไร เพลงประเภทเอากันคืนเดียวจบ กลายเป็นเพลงฮิต
และซึ้งในหมู่วัยรุ่นไปเสียแล้ว เป็นดัชนีบ่งบอกอะไรได้บ้างหรือเปล่า
ผมเหมือนกับเห็นอนาคต แล้วหวาดเสียว
ไม่ต้องไปตามก้นเขาที่หลอกเราว่า เจริญแล้ว เพราะมันมีแต่วัตถุ แต่ถ้ายังอยากแข่งขันอยู่ ก็ชนะได้
ด้วยจุดแข็งที่เรามีอยู่ ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจได้ แต่ไม่ใช่มหาอำนาจด้านเงินตรา
เราเป็นมหาอำนาจทางด้านเกษตรกรรม นี่คือสุดยอดแล้ว เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับหนึ่งของมนุษย์ ต่อให้มีน้ำมันมากล้นฟ้า แต่ก็กินน้ำมันเป็นอาหารไม่ได้ กินเงินแทนข้าวไม่ได้
แล้วเราก็โดนฝรั่งหลอก หลอกให้เราบูชาเงิน วัตถุ แต่เอาสิ่งที่สำคัญที่สุดออกไป
นั่นคือเอาผลิตผลเกษตรกรรมออกไป เอาเศษเงินของเค้ามาแลก แล้วบังเอิญว่าเราก็โดนหลอกง่ายเสียด้วย
ผมเล่นหุ้นกับผู้การมนูญฯ อยู่ระยะหนึ่ง ก็ตระหนักซึ้งว่า เราเอาชนะระบบพวกนี้ไม่ได้หรอก
เค้าเป็นคนคิดระบบ เค้าควบคุมระบบ เราจะดีจะเจ๊ง อยู่ที่ไอ้กองทุนเฮจฟันตัวซวยตัวนี้
มันมีหน้าที่มาดูดเราไป แต่ดูดในรูปเงินทอง
การหันกลับมามองตนเอง ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อย่างน้อยที่สุดก็ พอเพียง อย่างมากก็หาจุดแข็งของตนเองไปสู้กับเค้า หากอยากจะลงสนามแข่ง
Sunday, 4 November 2007
คนเรา
ชีวิตคนเรามันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มแล้วไม่ใช่เหรอ
ลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง สำเร็จบ้าง, เหนื่อยบ้าง
สิ่งเดียวที่จะดำรงอยู่ได้
คือการ "ทำใจ"
ลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง สำเร็จบ้าง, เหนื่อยบ้าง
สิ่งเดียวที่จะดำรงอยู่ได้
คือการ "ทำใจ"
Monday, 22 October 2007
ชัดขึ้น
คำสอนของหลายๆ คน ชัดเจนมากขึ้น ตอนที่นิ่งอยู่ในภวังค์ของสมาธิ
แม้ว่ามันคือการคิด แต่มันคือนำกลับมาสอนตนเองอย่างได้ผล
คำที่แหลมคมของพี่ปู่ มันชัดเจนแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ
เกิดคำถามที่ประทุขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออ่อนแอ
นี่ผมกำลังดิ้นรนมาตั้งไกล เพื่อมาเรียนสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์?
ตรงกันข้าม กลับไปทุกข์ร้อนกับมันมากขึ้นกว่าเดิม
เรากำลังตั้งคำถามกับตนเองว่า เรามาถูกทางหรือเปล่า
แน่นอนว่า คำตอบมันกำลังชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ
แล้วก็คิดได้ว่า หากแม้นว่าจะไปไม่รอดด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยแล้วก็ตามที
(เรียนไม่สำเร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด) ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากมาย
หากเป้าหมายของชีวิตชัดเจน เรื่องเหล่านี้ เหตุการณ์ขณะนี้ก็เป็นเพียงทางผ่าน
ในอนาคตที่ทรงคุณค่า, ที่บอกให้เราชัดเจนว่า เราค้นพบอะไรในตนเอง
ที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่ค่อยมีโอกาสเจอ
อย่างน้อยที่สุด
ผมก็ได้เรียนรู้กระบวนความคิด วิธีการเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันแยบยลขึ้น
ในระดับมหภาค แต่ความรู้ที่ได้รับ ก็เป็นเพียงชนวนเล็กๆ ที่จุดขึ้นมาเพื่อให้เรา
ให้หันกลับมาดูตนเองมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ผมมองโลกออกไปไกลมากขึ้น,
ผมก็จะหันกลับมามองตนเองมากขึ้นด้วยเท่านั้น
ทำให้เราตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ทางที่เรากำลังเดินคดเคี้ยวปวดหัวกับมันอยู่นี้
มันไม่ใช่ทางสายตรง, มันเป็นทางสายอ้อมที่ลดเลี้ยว ยาวนาน
และรังแต่จะสะกิดให้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดก็เพียงเพราะ
ผีภายในของเรา เป็นต้นเหตุทั้งหมดนั่นเอง
ณ วันนี้เราลืมหันหลังกลับมามองดูตนเอง-ดูลึกเข้าไปในจิตใจตนเอง
เมื่อมีสิ่งหนึ่งมากระทบ ใจเราจะเพ่งออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ภายนอก
แทนที่จะสังเกตุดูจิตใจตัวเอง
การอยู่ในสมาธิจะทำให้เราหยุดนิ่งกับสรรพสิ่ง เห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
และเป็นเหมือนภาพสโลโมชั่น ที่ทำให้เราสังเกตุได้ทุกความเคลื่อนไหวของนามธรรมนั้น
สิ่งที่เราได้มากที่สุดในวันนี้ คือ "การรู้จักตัวเอง"
ในมิติที่เป็นจริง
แม้ว่ามันคือการคิด แต่มันคือนำกลับมาสอนตนเองอย่างได้ผล
คำที่แหลมคมของพี่ปู่ มันชัดเจนแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ
เกิดคำถามที่ประทุขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออ่อนแอ
นี่ผมกำลังดิ้นรนมาตั้งไกล เพื่อมาเรียนสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์?
ตรงกันข้าม กลับไปทุกข์ร้อนกับมันมากขึ้นกว่าเดิม
เรากำลังตั้งคำถามกับตนเองว่า เรามาถูกทางหรือเปล่า
แน่นอนว่า คำตอบมันกำลังชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ
แล้วก็คิดได้ว่า หากแม้นว่าจะไปไม่รอดด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยแล้วก็ตามที
(เรียนไม่สำเร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด) ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากมาย
หากเป้าหมายของชีวิตชัดเจน เรื่องเหล่านี้ เหตุการณ์ขณะนี้ก็เป็นเพียงทางผ่าน
ในอนาคตที่ทรงคุณค่า, ที่บอกให้เราชัดเจนว่า เราค้นพบอะไรในตนเอง
ที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่ค่อยมีโอกาสเจอ
อย่างน้อยที่สุด
ผมก็ได้เรียนรู้กระบวนความคิด วิธีการเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันแยบยลขึ้น
ในระดับมหภาค แต่ความรู้ที่ได้รับ ก็เป็นเพียงชนวนเล็กๆ ที่จุดขึ้นมาเพื่อให้เรา
ให้หันกลับมาดูตนเองมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ผมมองโลกออกไปไกลมากขึ้น,
ผมก็จะหันกลับมามองตนเองมากขึ้นด้วยเท่านั้น
ทำให้เราตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ทางที่เรากำลังเดินคดเคี้ยวปวดหัวกับมันอยู่นี้
มันไม่ใช่ทางสายตรง, มันเป็นทางสายอ้อมที่ลดเลี้ยว ยาวนาน
และรังแต่จะสะกิดให้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดก็เพียงเพราะ
ผีภายในของเรา เป็นต้นเหตุทั้งหมดนั่นเอง
ณ วันนี้เราลืมหันหลังกลับมามองดูตนเอง-ดูลึกเข้าไปในจิตใจตนเอง
เมื่อมีสิ่งหนึ่งมากระทบ ใจเราจะเพ่งออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ภายนอก
แทนที่จะสังเกตุดูจิตใจตัวเอง
การอยู่ในสมาธิจะทำให้เราหยุดนิ่งกับสรรพสิ่ง เห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
และเป็นเหมือนภาพสโลโมชั่น ที่ทำให้เราสังเกตุได้ทุกความเคลื่อนไหวของนามธรรมนั้น
สิ่งที่เราได้มากที่สุดในวันนี้ คือ "การรู้จักตัวเอง"
ในมิติที่เป็นจริง
Sunday, 21 October 2007
พี่ปู่
พี่ปู่เป็นอาวุโสกลุ่มพุทธ ให้โอวาทมาดังนี้ แต่ล้วนเป็นวจีสุจริต งดงามด้วยธรรมแล
ไม่ได้ขัดเกลา ดิบๆ
ผมว่าถ้าเรื่องผีช่วยให้มีสติ ตั้งใจปฏิบัติได้ ก็นับว่าผีนี้มีคุณ พาลให้คิดเทียบเคียงได้ว่า เพราะเรื่องไหนจริงกว่าระหว่างเจอผีที่อังกฤษหรือความดิ้นรน พาตนมาอังกฤษพื่อเรียนสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์
แล้วที่มานั่งปวดหัวทุกข์ยาก เพราะเห็นผีข้างนอก ความบีบคั้นข้างนอกว่ามีอยู่จริง แต่จริง ๆ แล้ว ผีคือกิเลสพาเราข้ามภพชาติมา อึดอัดทุกข์ร้อนกว่า แค่ลากมา Notthingham เป็นพ้นไป
บางทีความยากจากการเรียน หรือความเข้าใจว่าที่นั้นมิใช่บ้าน
ภาษามันยาก เนื้อหามันเยอะมันก็เป็นแค่ความคิด
เราอยู่ในความคิดนานเกินไป สติยังไม่ชัดเจนเลย ถ้าเราเห็นผีปรากฏเห็นปานนี้
ก็ควรที่จะรู้ว่า เราเดินผ่านติก ต้นไม้ใบหญ้า แบบเมินเฉย อยู่กับความคิดความทุกข์ของเรา
จนไม่ได้สัมผัสกลิ่นอาย และวิญญาณต้นหญ้า ป่าเขาจนวิญญาณมาสร้างรูปเป็นสัญลักษณ์ให้คลี่คลาย
เห็นปัญหาเรื่องภพ และกรอบวิธีคิด ที่พาเราบีบคั้นนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของผีที่นี่
แต่เป็นผีที่เราพามาแต่บ้านนั้นต่างหาก
หวังว่าจะตื่นขึ้นมา เป็นมิตรกับทุกจิตวิญญาณที่นั่น
ที่หาใช่เพียงแค่เพื่อนแปลกถิ่น แต่ล้วนคือเหล่าผู้ร่วมทุกข์ในสังสารเดิมเดียว
อาจแม้เป็นญาติ เจ้ากรรมนายเวร แต่ปางก่อน
นับเป็นพร คือความประเสริฐ ที่เห็นความทุกข์นั้น เราแบกมาเอง
เราอ่านหนังสือก็ได้ทีละตัว ฝรั่งจะเก่งกว่าเราสักเท่าไหน
มันก็อ่านทีละตัวเหมือนกัน ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความกลัว
แค่ทำดีที่สุด หิวก็กิน กระหายก็ดืม นั่งมากก็ยืน ยืนหนักก็เดิน เมื่อยแล้วก็นั่ง
ปวดหลังก็นอน รับรู้โลกเดิม ๆที่อยู่กับอายตนะนี้ โลกไม่ได้เปลี่ยน
สัจจะก็เป็นธรรมเดิม อย่ารวบ อย่าหลวม
คงเหมือนเมื่อแรกเข้านายร้อย ต่างที่ ต่างถิ่น ฝึกหนัก ขู่หนัก ห่างบ้าน ก็รู้สึกเหงา
คิดเอาว่า บ้านเราคงดีกว่า แต่จริง ๆ เราก็อยุ่กับบ้านเช่าคือกายนี้ เสมอมา
ได้ยินแต่เสียงเราในหัว เป็นอย่างงี้ตั้งแต่รู้ความ ที่ไหน ๆ ก็เป็นบ้าน
เปิดตามาก็คือของใหม่ คนใหม่ ธรรมชาติใหม่ เสมอ เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
เพียงแต่มันแปลก แต่จริง ๆ มันแปลกหน้ากับเรา แม้เมื่อนอนอยู่ในห้องเดิมที่เชียงใหม่
ความแปลกกับตนเองนี้ คืออนิจลักษณ์ ที่เราแค่ไม่สัมผัส และเลือกจะลืม ๆไป
เอาแต่ความชินชาว่า งานนี้เราเคย รสนี้เรารู้ ครูนี้เราชอบ เพื่อนนี้เราสนิท
แต่ที่ผิดถนัด คือ เพราะหากไม่รู้จักตนเอง
ไม่ทะลุอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ความอึดอัด ความขาด ความเหงา
โดดเดี่ยวก็กลับมาเสมอ ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง
เหมือนความรู้สึกเมื่อรอผลสอบเข้า รอผลตรวจโรค พลาดงานสำคัญ เสียเพื่อนรัก เจ้านายแกล้งย้าย น้องชมรมนินทา เวลาเช่นนั้น เหมือนเราหล่นตุ้บลงมา จากหอคอยที่หลบหนีความจริงว่า
เราเกิดมาคนเดียว แล้วก็จะตายไปคนเดียว จะโดดเดียวเดียวดาย ก็ไม่มากไปกว่านี้ คนคุ้นเคยคือความคิด รังที่ปลอดภัยคืออุปาทาน ทุกที่เหมือนกัน มีมฤตยูเป็นสหาย พลาดได้ทุกลมเข้าออก จะกลัวไปทำไม อึดอัดไปทำไม
เมื่อความตายไม่กลัว ฤาจะกลัวเรียนไม่ผ่าน สอบไม่ได้ ทุกอย่างมันก็ตามแต่เหตุ
แค่เหนือย แค่เยอะ แค่ไม่เข้าใจง่าย แค่ไม่มีคนไทย แค่คิดถึง
ก็ให้มัน ...แค่...นั้น
ไม่เห็นต้อง...ทุกข์เลย สหายเอย
ทำทุกข์อย่างไป ยิ้มน้อย ๆในใจ ไม่มีใครเป็นศัตรู ขอแค่ไม่เป็นศัตรูกับตัวเอง อย่าบั่นทอนหัวใจด้วยความไม่รู้ของเราเลย
ไม่ได้ขัดเกลา ดิบๆ
แล้วที่มานั่งปวดหัวทุกข์ยาก เพราะเห็นผีข้างนอก ความบีบคั้นข้างนอกว่ามีอยู่จริง แต่จริง ๆ แล้ว ผีคือกิเลสพาเราข้ามภพชาติมา อึดอัดทุกข์ร้อนกว่า แค่ลากมา Notthingham เป็นพ้นไป
บางทีความยากจากการเรียน หรือความเข้าใจว่าที่นั้นมิใช่บ้าน
ภาษามันยาก เนื้อหามันเยอะมันก็เป็นแค่ความคิด
เราอยู่ในความคิดนานเกินไป สติยังไม่ชัดเจนเลย ถ้าเราเห็นผีปรากฏเห็นปานนี้
ก็ควรที่จะรู้ว่า เราเดินผ่านติก ต้นไม้ใบหญ้า แบบเมินเฉย อยู่กับความคิดความทุกข์ของเรา
จนไม่ได้สัมผัสกลิ่นอาย และวิญญาณต้นหญ้า ป่าเขาจนวิญญาณมาสร้างรูปเป็นสัญลักษณ์ให้คลี่คลาย
เห็นปัญหาเรื่องภพ และกรอบวิธีคิด ที่พาเราบีบคั้นนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของผีที่นี่
แต่เป็นผีที่เราพามาแต่บ้านนั้นต่างหาก
หวังว่าจะตื่นขึ้นมา เป็นมิตรกับทุกจิตวิญญาณที่นั่น
ที่หาใช่เพียงแค่เพื่อนแปลกถิ่น แต่ล้วนคือเหล่าผู้ร่วมทุกข์ในสังสารเดิมเดียว
อาจแม้เป็นญาติ เจ้ากรรมนายเวร แต่ปางก่อน
นับเป็นพร คือความประเสริฐ ที่เห็นความทุกข์นั้น เราแบกมาเอง
เราอ่านหนังสือก็ได้ทีละตัว ฝรั่งจะเก่งกว่าเราสักเท่าไหน
มันก็อ่านทีละตัวเหมือนกัน ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความกลัว
แค่ทำดีที่สุด หิวก็กิน กระหายก็ดืม นั่งมากก็ยืน ยืนหนักก็เดิน เมื่อยแล้วก็นั่ง
ปวดหลังก็นอน รับรู้โลกเดิม ๆที่อยู่กับอายตนะนี้ โลกไม่ได้เปลี่ยน
สัจจะก็เป็นธรรมเดิม อย่ารวบ อย่าหลวม
คงเหมือนเมื่อแรกเข้านายร้อย ต่างที่ ต่างถิ่น ฝึกหนัก ขู่หนัก ห่างบ้าน ก็รู้สึกเหงา
คิดเอาว่า บ้านเราคงดีกว่า แต่จริง ๆ เราก็อยุ่กับบ้านเช่าคือกายนี้ เสมอมา
ได้ยินแต่เสียงเราในหัว เป็นอย่างงี้ตั้งแต่รู้ความ ที่ไหน ๆ ก็เป็นบ้าน
เปิดตามาก็คือของใหม่ คนใหม่ ธรรมชาติใหม่ เสมอ เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
เพียงแต่มันแปลก แต่จริง ๆ มันแปลกหน้ากับเรา แม้เมื่อนอนอยู่ในห้องเดิมที่เชียงใหม่
ความแปลกกับตนเองนี้ คืออนิจลักษณ์ ที่เราแค่ไม่สัมผัส และเลือกจะลืม ๆไป
เอาแต่ความชินชาว่า งานนี้เราเคย รสนี้เรารู้ ครูนี้เราชอบ เพื่อนนี้เราสนิท
แต่ที่ผิดถนัด คือ เพราะหากไม่รู้จักตนเอง
ไม่ทะลุอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ความอึดอัด ความขาด ความเหงา
โดดเดี่ยวก็กลับมาเสมอ ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง
เหมือนความรู้สึกเมื่อรอผลสอบเข้า รอผลตรวจโรค พลาดงานสำคัญ เสียเพื่อนรัก เจ้านายแกล้งย้าย น้องชมรมนินทา เวลาเช่นนั้น เหมือนเราหล่นตุ้บลงมา จากหอคอยที่หลบหนีความจริงว่า
เราเกิดมาคนเดียว แล้วก็จะตายไปคนเดียว จะโดดเดียวเดียวดาย ก็ไม่มากไปกว่านี้ คนคุ้นเคยคือความคิด รังที่ปลอดภัยคืออุปาทาน ทุกที่เหมือนกัน มีมฤตยูเป็นสหาย พลาดได้ทุกลมเข้าออก จะกลัวไปทำไม อึดอัดไปทำไม
เมื่อความตายไม่กลัว ฤาจะกลัวเรียนไม่ผ่าน สอบไม่ได้ ทุกอย่างมันก็ตามแต่เหตุ
แค่เหนือย แค่เยอะ แค่ไม่เข้าใจง่าย แค่ไม่มีคนไทย แค่คิดถึง
ก็ให้มัน ...แค่...นั้น
ไม่เห็นต้อง...ทุกข์เลย สหายเอย
ทำทุกข์อย่างไป ยิ้มน้อย ๆในใจ ไม่มีใครเป็นศัตรู ขอแค่ไม่เป็นศัตรูกับตัวเอง อย่าบั่นทอนหัวใจด้วยความไม่รู้ของเราเลย
เรามักจะได้สิ่งที่เราเกลียด
ในชีวิตนี้ลองสังเกตอย่างหนึ่งว่า สิ่งไหนเราเกลียด เรามักจะได้สิ่งนั้น
แล้วสิ่งนี้ เป็นความจริงเสมอ ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในวันนี้
ผมเคยเปิดทีวีเจอรายการเสวนารายการหนึ่ง จำไม่ได้ว่าช่องอะไร
เป็นกลุ่มพวกอาจารย์ นักวิชาการ เขาถกกันในเรื่องที่ผมฟังไม่รู้เรื่องแม้ว่าจะพูดเป็นภาษาไทย
เขาเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ใช้ภาษาอีกแนวหนึ่ง เขาถกกันเรื่อง แนวคิดภวะวิสัย, สัจจะนิยมมหัศจรรย์ คำศัพท์แปลกๆ แล้วผู้ร่วมรายการก็ออกแนวติสๆ พวกโลกส่วนตัวสูง ผมดูอยู่ไม่ถึงสองนาทีก็ใช้รีโมทคอนโทรลให้เป็นประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนช่องหนี และยังตำหนิ ว่าเป็นพวกบ้า พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ผมเกลียดในวันนั้น คือวิชาที่ผมกำลังเรียนอยู่ในวันนี้ เป็นวิชาที่ผมจำใจ ฝืนทนเรียนมันอยู่นี่เอง ทำให้ประเด็นที่ว่า "ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ" ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่เราเกลียดนั้น จะต้องเกลียดออกมาจากใจเบื้องลึก, ไม่ใช่แกล้งไปเกลียดพวกนางสาวไทย
เพื่อที่จะหวังอยากได้เขา แต่มันจะต้องเป็นอารมณ์เกลียดจริงๆ แล้วรอดูว่า วันหนึ่งสิ่งนั้น จะคล้ายกับบูมเมอแรง วิ่งย้อนมาหาเรา แล้วเราก็หลบมันไม่ได้เสียด้วย ลองมาคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตดูซิว่า เราเกลียดอะไรกันบ้าง?
แล้วสิ่งนี้ เป็นความจริงเสมอ ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในวันนี้
ผมเคยเปิดทีวีเจอรายการเสวนารายการหนึ่ง จำไม่ได้ว่าช่องอะไร
เป็นกลุ่มพวกอาจารย์ นักวิชาการ เขาถกกันในเรื่องที่ผมฟังไม่รู้เรื่องแม้ว่าจะพูดเป็นภาษาไทย
เขาเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ใช้ภาษาอีกแนวหนึ่ง เขาถกกันเรื่อง แนวคิดภวะวิสัย, สัจจะนิยมมหัศจรรย์ คำศัพท์แปลกๆ แล้วผู้ร่วมรายการก็ออกแนวติสๆ พวกโลกส่วนตัวสูง ผมดูอยู่ไม่ถึงสองนาทีก็ใช้รีโมทคอนโทรลให้เป็นประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนช่องหนี และยังตำหนิ ว่าเป็นพวกบ้า พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ผมเกลียดในวันนั้น คือวิชาที่ผมกำลังเรียนอยู่ในวันนี้ เป็นวิชาที่ผมจำใจ ฝืนทนเรียนมันอยู่นี่เอง ทำให้ประเด็นที่ว่า "ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ" ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่เราเกลียดนั้น จะต้องเกลียดออกมาจากใจเบื้องลึก, ไม่ใช่แกล้งไปเกลียดพวกนางสาวไทย
เพื่อที่จะหวังอยากได้เขา แต่มันจะต้องเป็นอารมณ์เกลียดจริงๆ แล้วรอดูว่า วันหนึ่งสิ่งนั้น จะคล้ายกับบูมเมอแรง วิ่งย้อนมาหาเรา แล้วเราก็หลบมันไม่ได้เสียด้วย ลองมาคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตดูซิว่า เราเกลียดอะไรกันบ้าง?
เจอผี
ชีวิตผมกลับมีสีสันมากขึ้น เมื่อเจอผีเต็มๆ
ก่อนนอนผม msn คุยเรื่องสมาธิกับไอ้เอก แล้วก็นั่งทำสมาธิก่อนนอน
พอล้มตัวลงนอนได้สักพัก ในระยะกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็มีสิ่งมาปลุกให้ผมตื่นด้วยการเขย่าที่ใต้เตียง ผมนึกว่าเป็นแผ่นดินไหว จะลุกขึ้นมาดู มันก็หยุดเขย่า
ล้มตัวลงนอนใหม่ มันเขย่าอีกแล้ว นึกว่าเป็นกล้ามเนื้อกระตุก แต่ไม่ใช่ เพราะใต้เตียงมันเขย่า
ลุกขึ้นมา มันก็หยุด ก็เลยล้มตัวลงนอนใหม่ ทีนี้ผมมองไปที่เพดาน มันเป็นกลุ่มอนุภาคเล็กๆเกาะรวมตัวกันแบบฝุ่น เยอะมาก เป็นเหมือนกลุ่มพลังงาน แต่มีลักษณะใสคล้ายๆ หยดน้ำลอยอยู่บนเพดานตรงหน้าผมเลย แล้วก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาหาผมทีละนิด จนผมสังเกตได้ว่ามันมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ
ณ เวลานั้น ผมไม่ได้มีความกลัวใดๆ เกิดขึ้น แต่นึกได้ว่า อาจเป็นกลุ่มวิญญาณพเนจร เร่ร่อน
หรือสัมภเวสี ที่ภพภูมิต่ำกว่า หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวร, หรือเป็นเพื่อนเก่า หรืออาจเป็นใครก็ได้
แวะมาหา มาทักทาย หรือมาขอส่วนบุญ จิตใจผมเป็นบวกมาก ก็เลยแผ่เมตตาให้ไป จากนั้นกลุ่มพลังงานนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
ผมคุยกับเพื่อนหลายคน ที่ศึกษาเรื่องจิตและธรรมชาติของจิต มีหลายความเห็น
จะเด็ด, น้องกลุ่มพุทธที่ฝึกจิตเจนจัดเรื่องทางนี้, ให้ความเห็นว่า ใช่เลย เขารวบรวมพลังงานได้เท่านั้น จึงทำได้แค่นั้น ที่อังกฤษ มีคนฝึกจิตกันน้อยมาก เมื่อเขาเห็นว่ามีคนฝึกจิตให้เป็นกุศล เขาก็จะรีบมาหา
แล้วมันก็น่าจะมีเยอะมากด้วย เพราะในอดีตเป็นดินแดนแห่งสงคราม จิตวิญญาณมันทุกข์ทรมาน
เร่ร่อนไปเรื่อย มีทั้งพวกพฤติกรรมดีและเกเร ก็ให้ระมัดระวัง ความคิดเห็นนี้สอดคล้อง คล้ายคลึงกับวุฒิ
แต่วุฒิ เน้นไปทางด้านการฝึกตัวเอง วุฒิมองว่า เป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติ เมื่อจิตเรา ปรับให้สอดคล้องกับมิติที่เขาอยู่ได้ เราก็จะเห็น เพราะทุกอย่างเป็นกลุ่มพลังงาน แม้กระทั่งที่เราพูดคุยกัน มันก็มีพลังงาน ดังนั้น ให้สนใจมาที่การเฝ้าดูจิตตนเอง ถ้ากลัวก็แผ่เมตตา จริงๆ แล้ว บทแผ่เมตตาหรือการสวดมนต์เป็นกุศโลบายให้เกิดสติ ระลึกรู้ รู้สึกตัว เพราะสาระจริงๆ ก็คือการมีสติ ฝึกให้เกิดความเคยชิน เพราะหากเมื่อมีสถานการณ์คับขัน อย่างน้อยเราก็ยังรู้สึกตัว
ไอ้เอก ไม่ได้ให้ความเห็นมากนัก บอกว่าเคยเจอเหมือนกัน ตอนที่นั่งทำสมาธิอยู่ที่วัดอุโมงค์ เห็นเป็นริ้วๆ ลอยไปมา บอกว่าฟังแล้วขนลุก
พยุงค์ฯ, เพื่อนสายธรรมเก่าแก่ที่ฝึกมานาน, บอกว่าธรรมดามาก เพราะพยุงค์ฯ เจอตลอด ทีทั้งแบบดำและแบบขาว ยิ่งตอนฝึกใหม่ๆ จะมาเต็มห้องเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรเดิมในอดีตชาติไม่รู้ชาติไหนๆ เราไปทำอะไรไว้บ้าง มีเยอะไปหมด ไม่ใช่มีแค่วิญญาณแบบคน มีทั้งสัตว์ด้วย เช่น เราราดน้ำลงไปในดินไปโดนมดตายทีหนึ่งเป็นพันตัว โดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างนี้ก็ใช่ ในมิติที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่พอจิตละเอียดไปได้ระยะหนึ่ง เราจะเห็น พยุงค์ฯ ให้ความเห็นแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ แม้ไม่ได้เตี๊ยมกันมา นั่นคือ ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครเขาฝึกจิตกันสักเท่าไหร่หรอก พอเขาเห็นแสงสว่างแว่บๆ จากใครที่ฝึกจิตเขาก็จะรีบมาขอส่วนบุญ, ในมุมมองของพยุงค์ฯ บุญเป็นรูปธรรมมาก, พยุงค์ฯ บอกแผ่ไปเลยโดยเฉพาะช่วงที่จิตสงบนิ่ง ให้นึกถึงแสงสว่างแล้วแผ่เมตตา บุญนี้ให้ไปเลยไม่มีวันหมด และยิ่งให้ เราก็จะยิ่งได้กลับมา งอกเป็นทวีคูณ ตรงกับหลักที่ว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา พยุงค์ฯ เองทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่เหมือนกัน แต่เบาบางลงไปกว่าแต่ก่อน พูดคุยกันได้รู้เรื่อง และวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นผู้ที่เคยสัมพันกับเราเมื่อก่อนในอดีต หรืออาจเป็นพวกเร่ร่อน ตายกระทันหัน แบบรถชนตาย ไม่มีที่ไป. อีกประเด็นที่พยุงค์ฯ วิเคราะห์แบบเป็นรูปธรรม คือ กลุ่มพลังงานที่คล้ายหยดน้ำ หากเป็นกลุ่มสีดำ ก็อาจเป็นพวกไม่ค่อยดี จิตมีมิจฉาทิฎฐิสูง, หากเป็นกลุ่มสีขาว ก็เป็นกลุ่มพวกแสวงบุญ. พยุงค์ฯ เพิ่งเติมว่าสนุกดี เหมือนอยู่ในดินแดนอัศจรรย์มิติพิศวง และผมก็รู้สึกเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ผมไปอ่านเจอบทความสัมภาษณ์น้องริชชี่, เด็ก มช.ที่มีสัมผัสที่ 6 ที่เกรียวกราวในขณะนี้ (http://www.superrichy.com/), ให้ความเห็นเรื่องการทำสมาธิที่น่าสนใจ ริชชี่บอกว่า เราไม่ควรทำสมาธิตอนกลางคืน เพราะตอนกลางคืนวิญญาณเร่ร่อน ไม่สามารถรับส่วนกุศลได้ หากเขารับไม่ได้ เขาจะกลายเป็นโกรธ เคียดแค้นเราไปเสีย ตอนแรกผมมีความเห็นแย้งว่า เราน่าจะตกลงกันได้ ตอนกลางคืนผมทำเพื่อฝึกจิต, ตอนกลางวันทำเพื่อให้ท่านๆ มารับผลบุญไป
ในทางกลับกันจะเด็ดฯ ให้ช่องทางที่น่าสนใจว่า วิญญาณเร่ร่อนที่มาขอส่วนบุญไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เขามา ณ เวลานั้น เขาก็ต้องการตรงนั้นทันที เขาเป็นวิญญาณที่ทุกข์ระทมมาก เขาต้องการพลังบวกจากเรา เพื่อการผ่อนคลายความทุกข์แม้เพียงนิดหนึ่งก็ยังดี แต่ถ้าเขาไม่ได้เขาอาจจะโกรธ เหมือนคนหิวแล้วไม่ได้กิน จะเด็ดฯ เพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้ว เราสามารถขัดเกลาตนเองได้ทุกเวลา แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เพราะจะทำให้เขาทุกข์ระทมมากกว่าเดิม และเขาก็จะมาโกรธเราไม่ได้หรอก เพราะเขาต้องโทษตัวเขาเอง เหมือนเขาไม่มีกิน กำลังหิว แต่เห็นเรากิน เขาจะโทษเราไม่ได้ว่าเราไม่ได้แบ่งให้เขากิน เพราะเขาไม่ได้สะสมของกินมาตั้งแต่ต้น, ในท้ายที่สุด จะเด็ดฯ แนะนำ ในช่วงเย็นๆ ประมาณหนึ่งทุ่ม ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเป็นช่วงเพ่นพ่าน และแนะนำต่อว่า ถ้าจะฝึกตอนกลางคืนก็ควรหลังเที่ยงคืน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เบื้องบนเปิด
ผมมีความรู้สึกที่ดี อยู่ที่นี่ แม้ไม่มีเพื่อนเป็นคน อย่างน้อยก็มีเพื่อนเป็นผี สิ่งนี้เป็นเหมือนกำลังใจ หรือสิ่งมากระตุ้นเตือน ให้ผมฝึกจิตต่อไป เพราะคนที่นี่ เขาคงไม่มีใครฝึกจิตกัน, ฝึกเป็นผู้ให้ในเชิงลึก และอยู่ที่นี่สถานการณ์บังคับให้ศีล 5 ไม่ขาดตกบกพร่อง ผมยินดีที่จะเจอผีต่อไป
Friday, 19 October 2007
เข้าใจพฤติกรรมการกิน
ไม่ได้กินข้าวเกือบสองวัน เพราะรู้สึกว่า การกินอาหารเป็นเรื่องน่ารำคาญ เสียเวลา ประกอบกับไม่หิวด้วย แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง ผมกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เจอพวกเครื่องปรุง หม้อหุงข้าว ผักสดในตู้เย็น ถ้ามันเป็นคนมันคงบ่นคิดถึงผมน่าดู เพราะเห็นแล้วผมรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วผมก็บอกกับมันว่า ผมกลับมาแล้ว กลับมาเริ่มต้นกินข้าวอีกครั้งหนึ่ง เพียงเพื่อว่าร่างกายจะได้ทำงานได้ต่อไป
พฤติกรรมคนที่นี่, ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ อาหารเช้า จึงได้ชื่อว่า Breakfast เพราะมันจะต้องเร็ว ผมไม่มีเวลามาหุงข้าว มานั่งหั่นผัก พิถีพิถันกับความอร่อยแบบสามแม่ครัว การเปิดก็อกน้ำล้างผักแต่ละครั้งเหมือนนรกจะกินกบาล เพราะน้ำเย็นจนปวดนิ้วมือ จนบางครั้งผมรู้สึกรำคาญร่างกายตัวเองที่หิวอีกแล้ว มันจะต้องกินอีกแล้ว และความเข็ดขยาดของน้ำเย็นทำให้เราไม่อยากประกอบอาหาร ดังนั้นวิธีการกินของผมจึงเปลี่ยนไปตามสามัญลักษณ์ของผู้คนที่นี่ นั่นคือ กินนมและขนมปัง เป็นไปโดยอัตโนมัติ มันทำให้เราอิ่มได้รวดเร็ว มีการซักล้างน้อยที่สุด ประหยัดและรวดเร็วที่สุด เพียงเพื่อตอบสนองความหิวของร่างกาย โดยไม่ต้องถามหาความอร่อย ด้วยสายเลือดความเป็นคนเอเชียล้นกาย อย่างไรเสีย ข้าวก็ยังเป็นอาหารหลักกลายเป็นว่าผมกินข้าววันละมื้อ นอกนั้นก็เป็นไปตามภาวะที่ร่างกายถามหา ก็ตอบสนองด้วยน้ำแอปเปิ้ล นม องุ่นหรือขนมปัง โดยการนับสารอาหารให้ครบว่า วันนี้ครบแล้วหรือไม่ แค่นั้นเอง
Wednesday, 17 October 2007
กำลังเป็นทุกข์
ผมกำลังเป็นทุกข์ ทุกข์หนัก, หนักมาก เพราะมันมาพร้อมกันทีเดียวหลายด้าน
ทั้งในด้านการเรียนที่เรียนไม่รู้เรื่อง และทางเรื่องจิตใจ ที่มากระทบอย่างรุนแรง
เมื่อมันมาทางจิตใจ จะทำให้ร่างกายชะงักงันไปด้วย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
เมื่อมันมาทางจิตใจ จะทำให้ร่างกายชะงักงันไปด้วย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
นอนน้ำตาซึม เหงา เศร้า, เมื่อมองดูภายนอกจะเห็นว่าผู้คนกำลังรื่นเริง สนุกสนานอยู่มากแต่เราอยู่ฝั่งตรงกันข้ามไปเสียทั้งหมด
ท้องฟ้าตอนกลางคืนที่อังกฤษ เป็นสีส้มๆ แดงๆ ไม่มืด ดูน่ากลัวทะมึนอย่างไรไม่รู้
ผมโดดเดี่ยวมาก, เพื่อนแต่ละคนต่างเอาตัวรอด ใช้เวลาอยู่กับหนังสือให้มากที่สุด เพราะถ้าไม่อยู่กับหนังสือก็จะไม่มีใครรอด,
เศร้า, เหงา, โดดเดี่ยว, เก็บกด, กดดัน, ฟุ้งซ่าน, น้ำตาซึม เหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างมันมารวมกันที่นี่แล้ว
หรือว่านี่เป็นสาระความจริงของการเกิดเป็นมนุษย์ จริงๆ เราเกิดมามันก็โดดเดี่ยวอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าโลกลวงตา ทำให้เรามีเพื่อนพี่น้อง ญาติมิตร ใครที่มาพันผูกมากมาย
แล้ววันหนึ่ง เขาก็ลับหายไป ทีละคน ทีละคน, จนในที่สุด ก็เหลือเราคนเดียว
เพราะต่างคน ต่างต้องเอาตัวรอดเช่นกัน เมื่อสู้กับความเหงาไม่ไหว ก็แสวงหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่
แล้วเค้าก็จากเราไป...เป็นเช่นนี้ร่ำไป แล้วก็วนเวียนอยู่ในวัฏจักรไม่รู้จบ
การเป็นที่พึ่งแห่งตนตั้งแต่ตอนแรก เป็นคำสอนที่ถูกต้องที่สุด
หากจะต้องสอนลูกหลาน สอนศิษย์ ปรัชญาข้อแรก ที่ต้องสอนนั่นคือ ทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้
แรงเหวี่ยงกระชากอย่างแรงให้ผมมาอยู่ต่างประเทศสอนอะไรมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
เวลาพิสูจน์คนเสมอ, มิตรจริงหรือมิตรเทียม ก็พิสูจน์ได้ด้วยเวลา
เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนผ่านไป ก็บอกอะไรได้แล้ว
ต้นไม้ยังผลิใบอยู่เสมอๆ มีหรือที่คนจะไม่เปลี่ยนแปลง
ต้นไม้หน้าห้องสมุดเริ่มโรยแล้ว เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าฤดูหนาว
ผ่านไปเพียงแค่ไม่ถึงเดือน ใบไม้ยังร่วงโรยเลย....นี่หรือโลกมนุษย์
แล้วก็ซึ้งว่า จริงๆ ชีวิตนี้ต้องการอะไร
ดูเหมือนว่าชีวิตผมตลอดทั้งปี จะอยู่แค่บ้าน กับมหาลัย ไปเรียนแค่สักวิชาหนึ่ง
ก็รีบกลับมาบ้าน ผมเพิ่งมารู้ซึ้งถึงคำว่าปัจจัย 4 ก็ตอนนี้แหละ ว่าจริงๆ ชีวิตคนเรา
มันไม่ได้ต้องการอะไรเกินไปกว่า 4 อย่าง นอกนั้นเป็นสิ่งเสริมปรุงทั้งสิ้น
ผมกินอาหารแบบเพียงเพื่อรู้ว่ากิน เพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ คิดได้ แค่นั้นเอง
บางทีเพียงแค่เอาผักมาหั่นๆ ใส่ผสมกับข้าว เติมน้ำ เข้าตู้ไมโครเวฟ ออกมากินเลย
กลายเป็นข้าวต้ม เพราะอากาศหนาว
ผมใส่เสื้อผ้าโดยไม่ได้ใส่ใจในความสวยงาม เพียงให้รู้ว่ามันอุ่นพอเดินออกมาข้างนอกบ้านได้
ผู้คนที่นี่ เขาไม่ได้สนใจการแต่งกายกันเลย ใครจะแต่งกายอย่างไรไปเรียนก็ได้
เพราะเขามีสิ่งที่สนใจมากกว่า นั่นคือการขัดเกลาสมอง มากกว่าจะมาสนใจกันเรื่องการแต่งกาย
แล้วก็รู้ว่าคนเรามันจะต้องมีที่พักอาศัย ที่พอถูกสิ่งภายนอกมากระแทกเรามีที่หลบเลียแผล นอนร้องไห้ได้ไม่มีใครเห็น
ผมยังสุขภาพดี ยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นอะไร ยารักษาโรคจึงยังไม่ได้แสดงการรักษาแผล
ขอบคุณเพื่อนวุฒิที่ยังแสดงธรรมให้ผมอย่างสม่ำเสมอ ขอบคุณเพื่อนชั่วชื่อเอกที่แสดงให้เห็นว่า
องคุลีมารยังกลับใจได้ ไอ้เอกก็กลับหลังหันเข้าวัดได้เหมือนกัน
ผ่านไปครบเดือนหนึ่งแล้วที่ผมมาอยู่อังกฤษ ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ผมเห็นโลกที่มันกว้างใหญ่ขึ้น มากกว่าสังคมตำรวจแคบๆ แก่งแย่งแข่งขันวิ่งเต้นกันไปวันๆ
ผมเห็นการแก่งแย่งแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบชัดเจนขึ้น
ผมได้รู้ซึ้งว่า เวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร
เหมือนต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่เวลาต่างกัน ผมถ่ายสองภาพนี้ด้วยระยะเวลาห่างกันเพียงแค่สัปดาห์กว่าๆ
ก็เห็นการเปลี่ยนแปลง.....เปลี่ยนไป
จดหมายจากวุฒิ 2
หวัดดี ดาวเพื่อนรัก
เราลองอ่านในบล็อกของเพื่อนแล้วดีนะ ยินดีด้วย และโมทนาสาธุด้วยเพื่อน
เมื่อวาน พระอดิศร ยั่งยืน แห่งเมืองพัทลุง ได้โทรศัพท์มาสนทนาธรรมกับเรา แล้วรู้สึกดีมากนึกถึงเพื่อน ท่านชอบเรามาก ท่านบอกว่าธรรมที่เราได้แลกเปลี่ยนสนทนาก้บท่านนั้น หาผู้ที่เป็นฆราวาสแล้วเข้าใจธรรมฉะฉานขนาดนี้แล้วมีน้อย ท่านว่าเป็นธรรมชั้นสูงมาก แต่เราเรียนนท่านว่าเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจธรรมในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเกี่ยวกับกายกับใจเราทั้งนั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของจิต เราอาจแบ่งชนิดของธรรมชาติของจิตได้ 72 ชนิด เราจะเข้าใจธรรมในตัวมนุษย์ได้ แต่ถ้าให้อธิบายทั้ง 72 ชนิด ต้องงงแน่ๆ เลย คงต้องใช้เวลา เอาเพียงแค่คร่าว ๆ สังเกตดู 1 ใน 72 ชนิดของจิตก็ได้ เมื่อเราระลึกรู้พิจารณาจิตดูว่า ขณะกำลังอ่านเมล์สังกตุไหม อ่านไปคิดไป หรือขณะฟังผู้สอน ๆ ฟังไปคิดไป รู้ทันจิตที่ไหลไปคิด แล้วเรารู้สึกว่ากำลังคิด จะสังเกตพบว่า เดี๋ยวรู้ เดี่ยวคิด สลับกันไปมา เห็นการเกิด-ดับของความคิด เรียกว่าการหลงไปคิด นั่นคือรู้เท่าทันความหลงคิด ทางพระเขาเรียกว่า จิตตานุปัสสนา เมื่อเราเฝ้าดูจิตในยามว่างจากการเรียนรู้ทางโลกเป็นปกติของเพื่อน เรียกว่าเป็นการพิจารณาจิต จะเห็นจิตในจิต คือพื้นฐานของการรู้วาระจิตของมนุษย์ ถ้าเริ่มเห็นแล้วว่าเดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอไปคิด จะเห็นการเกิดขึ้นของจิตดวงหนึ่ง จิตนี้ตั้งอยู่ แล้วจิตนี้ก็ดับไป มีช่องว่างๆ เล็ก ๆ มาคั่นอยู่ ได้ชื่อว่าได้ต้นทางแห่งการปฏิบัติแล้วก่อนถึงขั้นเห็นธรรม
ทฤษฎีที่เพื่อนกล่าวในบล็อกเกี่ยวกับ (Steve Jobs ) นั่นคือตัวแทนของการเข้าใจอันจำลองมาจากการสุ่มตัวอย่างจากความเข้าใจในการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ หรือในพุทธศาสนา เรียกว่าการเรียนรู้รูปนาม นั่นเอง หรืออาจเรียกว่า เรียนรู้ทุกข์ นั่นเอง เพียงแต่เขาใช้สภาวะความว่าง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างการเกิดดับของจิตให้เป็นประโยชน์ ในการค้นหาสาระของชีวิต ทำให้มีพลังในการสร้างประโยชน์ ซึ่งก็ได้ผลเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะเขารู้จักการสร้างเหตุ จึงเกิดผลขึ้นมาได้ ส่วนที่เหลือเป็นอานิสงฆ์คือตัวบริษัทที่เขาตั้งขึ้นมานั่นเอง
ไว้เรียนรู้ในยามว่างนะเพื่อนนะ จะได้สติที่ตื่น เบิกบานนะ และเรียนรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง จะเห็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว จะพบสิ่งที่พระขาเรียกว่า วิราคะ และวิสังขะ คือสภาวะธรรมที่ใกล้พ้นทุกข์นั่นเอง ระวังการเพ่ง หรือความตั้งใจอันสุดโต่งนะ นั่นคือมันลวงเรา มันมีตัณหาเล็ก ๆ ลึกๆ ซ่อนอยู่ คือความอยากหลุดพ้นนั่นเอง อยากรู้จริงและรู้ลึก มนุษย์ต้องปฏิบัติเอานะเพื่อน เมื่อใจเป็นสุขจากการเข้าใจในการปฏิบัติ ได้เห็นความจริงอย่างเสมอภาค จะวางทั้งคู่ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หลง-ไม่หลง ยินดี-ยินร้าย เมื่อใจรู้ธรรมารมณ์ ก็รู้สึกตัวต่อไปด้วยใจเป็นกลาง ใจไม่ดิ้น จะพบใจที่เป็นกลาง นั่นคือปัญญา ได้ชื่อว่าได้เห็นธรรมแล้ว เข้าใจความเป็นจริงแห่งทุกข์แล้ว
เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็เริ่มจะรู้เหตุแห่งทุกข์ไปเอง เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเสมอ แต่ระวังอย่าไปช่วยมันดับนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยด้วยใจที่เป็นกลาง ใจจะเปิดกว้างไปเอง สุขจะเกิดไปเองโดยไม่ต้องเรียกหา สภาวะธรรมจักเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นี่คือกุญแจ
ลองปฏิบัติดูนะเมื่อมีความชำนาญในการพิจารณาจิต ความรู้อื่นๆ ใดในโลกเพื่อนก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปเอง เพราะมันมีเหตุแห่งความรู้นั้น ๆ อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติได้ตรงทางก็ใช้ได้นะ แล้วเพื่อนเรียนรู้ทางตะวันตก ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะ โมทนาสาธุด้วยนะครับ
แด่เพื่อนดาว
วุฒิ
เราลองอ่านในบล็อกของเพื่อนแล้วดีนะ ยินดีด้วย และโมทนาสาธุด้วยเพื่อน
เมื่อวาน พระอดิศร ยั่งยืน แห่งเมืองพัทลุง ได้โทรศัพท์มาสนทนาธรรมกับเรา แล้วรู้สึกดีมากนึกถึงเพื่อน ท่านชอบเรามาก ท่านบอกว่าธรรมที่เราได้แลกเปลี่ยนสนทนาก้บท่านนั้น หาผู้ที่เป็นฆราวาสแล้วเข้าใจธรรมฉะฉานขนาดนี้แล้วมีน้อย ท่านว่าเป็นธรรมชั้นสูงมาก แต่เราเรียนนท่านว่าเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจธรรมในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเกี่ยวกับกายกับใจเราทั้งนั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของจิต เราอาจแบ่งชนิดของธรรมชาติของจิตได้ 72 ชนิด เราจะเข้าใจธรรมในตัวมนุษย์ได้ แต่ถ้าให้อธิบายทั้ง 72 ชนิด ต้องงงแน่ๆ เลย คงต้องใช้เวลา เอาเพียงแค่คร่าว ๆ สังเกตดู 1 ใน 72 ชนิดของจิตก็ได้ เมื่อเราระลึกรู้พิจารณาจิตดูว่า ขณะกำลังอ่านเมล์สังกตุไหม อ่านไปคิดไป หรือขณะฟังผู้สอน ๆ ฟังไปคิดไป รู้ทันจิตที่ไหลไปคิด แล้วเรารู้สึกว่ากำลังคิด จะสังเกตพบว่า เดี๋ยวรู้ เดี่ยวคิด สลับกันไปมา เห็นการเกิด-ดับของความคิด เรียกว่าการหลงไปคิด นั่นคือรู้เท่าทันความหลงคิด ทางพระเขาเรียกว่า จิตตานุปัสสนา เมื่อเราเฝ้าดูจิตในยามว่างจากการเรียนรู้ทางโลกเป็นปกติของเพื่อน เรียกว่าเป็นการพิจารณาจิต จะเห็นจิตในจิต คือพื้นฐานของการรู้วาระจิตของมนุษย์ ถ้าเริ่มเห็นแล้วว่าเดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอไปคิด จะเห็นการเกิดขึ้นของจิตดวงหนึ่ง จิตนี้ตั้งอยู่ แล้วจิตนี้ก็ดับไป มีช่องว่างๆ เล็ก ๆ มาคั่นอยู่ ได้ชื่อว่าได้ต้นทางแห่งการปฏิบัติแล้วก่อนถึงขั้นเห็นธรรม
ทฤษฎีที่เพื่อนกล่าวในบล็อกเกี่ยวกับ (Steve Jobs ) นั่นคือตัวแทนของการเข้าใจอันจำลองมาจากการสุ่มตัวอย่างจากความเข้าใจในการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ หรือในพุทธศาสนา เรียกว่าการเรียนรู้รูปนาม นั่นเอง หรืออาจเรียกว่า เรียนรู้ทุกข์ นั่นเอง เพียงแต่เขาใช้สภาวะความว่าง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างการเกิดดับของจิตให้เป็นประโยชน์ ในการค้นหาสาระของชีวิต ทำให้มีพลังในการสร้างประโยชน์ ซึ่งก็ได้ผลเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะเขารู้จักการสร้างเหตุ จึงเกิดผลขึ้นมาได้ ส่วนที่เหลือเป็นอานิสงฆ์คือตัวบริษัทที่เขาตั้งขึ้นมานั่นเอง
ไว้เรียนรู้ในยามว่างนะเพื่อนนะ จะได้สติที่ตื่น เบิกบานนะ และเรียนรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง จะเห็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว จะพบสิ่งที่พระขาเรียกว่า วิราคะ และวิสังขะ คือสภาวะธรรมที่ใกล้พ้นทุกข์นั่นเอง ระวังการเพ่ง หรือความตั้งใจอันสุดโต่งนะ นั่นคือมันลวงเรา มันมีตัณหาเล็ก ๆ ลึกๆ ซ่อนอยู่ คือความอยากหลุดพ้นนั่นเอง อยากรู้จริงและรู้ลึก มนุษย์ต้องปฏิบัติเอานะเพื่อน เมื่อใจเป็นสุขจากการเข้าใจในการปฏิบัติ ได้เห็นความจริงอย่างเสมอภาค จะวางทั้งคู่ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หลง-ไม่หลง ยินดี-ยินร้าย เมื่อใจรู้ธรรมารมณ์ ก็รู้สึกตัวต่อไปด้วยใจเป็นกลาง ใจไม่ดิ้น จะพบใจที่เป็นกลาง นั่นคือปัญญา ได้ชื่อว่าได้เห็นธรรมแล้ว เข้าใจความเป็นจริงแห่งทุกข์แล้ว
เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็เริ่มจะรู้เหตุแห่งทุกข์ไปเอง เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเสมอ แต่ระวังอย่าไปช่วยมันดับนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยด้วยใจที่เป็นกลาง ใจจะเปิดกว้างไปเอง สุขจะเกิดไปเองโดยไม่ต้องเรียกหา สภาวะธรรมจักเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นี่คือกุญแจ
ลองปฏิบัติดูนะเมื่อมีความชำนาญในการพิจารณาจิต ความรู้อื่นๆ ใดในโลกเพื่อนก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปเอง เพราะมันมีเหตุแห่งความรู้นั้น ๆ อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติได้ตรงทางก็ใช้ได้นะ แล้วเพื่อนเรียนรู้ทางตะวันตก ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะ โมทนาสาธุด้วยนะครับ
แด่เพื่อนดาว
วุฒิ
Thursday, 11 October 2007
วิธีคิดแบบตะวันตกที่ผมกำลังเรียน
ผมเรียนหนักมาก หนักที่สุดในชีวิตที่เคยเรียนหนังสือมา สาระที่ผมกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือ ผมกำลังเรียนวิธีการคิดแบบโลกตะวันตก ผมกำลังเรียนรู้ว่าเขามีวิธีคิดอย่างไรในกระบวนการศึกษาเรื่องหนึ่งๆ หากมองดูแล้ว เป็นวิธีคิดที่เป็นระบบระเบียบมาก ต้องศึกษาทฤษฎีให้ถ่องแท้ ขวนขวยหาทฤษฎีใหม่ๆ มาปรับกับเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน แล้วทฤษฎีนั้นโต้แย้งกันได้ ทฤษฎีไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป และถูกพิสูจน์อยู่สม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทฤษฎีนั้นก็ล้าสมัยไป
ผมเห็นแล้วกลับเห็นใจเขามากกว่าที่เขากำลังพยายามค้นหาความจริง โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และพิสูจน์ได้ โดยใช้ศาสนาที่สองนั่นคือวิทยาศาสตร์ เพราะเนื้อหาของศาสนาของเขาเอง ก็ไม่ได้มีกระบวนการที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ (แต่เป็นพื้นฐานที่คนเราทั่วโลกควรมี) แม้กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศที่ผมกำลังเรียนอยู่นี้ ก็ยังต้องทำให้เข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เขาถึงจะยอมรับกัน จึงเรียกกันว่า "Political Science" เขาจึงขวนขวยหาสิ่งยึดเหนี่ยว โดยการเข้าสู่การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เพราะคิดว่าเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก กระบวนการทางวิทยาศาตร์จึงเป็นศาสนาสากล ที่คนทั้งปวงนับถือ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการศึกษาของตะวันตกอย่างยิ่งยวด ก็คือการศึกษาทฤษฎี และกว่าจะได้ทฤษฎีแต่ละอย่างมานั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ฝรั่งเองทุ่มเททั้งกายทั้งใจ ทั้งเวลา ทั้งชีวิต หลายชั่วคน เพื่อการศึกษาอธิบายสิ่งที่อยู่ภายนอก เหตุการณ์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น แต่กว่ากระบวนการเรียนรู้จะเป็นทฤษฎีได้ เวลาก็ผ่านไปเสียแล้ว ทฤษฎีเดิมจึงถูกโต้แย้งด้วยทฤษฎีใหม่ๆ การศึกษาจึงดูไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเงื่อนไขของเวลา เราเองเมื่อเข้ามาเรียน ก็ต้องมาเรียนรู้ตามทฤษฎี และกว่าจะผ่านกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป ยิ่งประเทศโลกที่สาม ยังมาตามหลังประเทศตะวันตกแบบ ว่าง่าย หัวอ่อน เชื่องแล้ว เห็นฝรั่งเป็นเทพ เราก็ยิ่งห่างไกลจากต้นเหตุของปัญหามากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงเรายิ่งห่างไกลจากตัวสาระมากขึ้นเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าชาติตะวันตก เวลาทำอะไรนั้น เขามีสมาธิสูงมาก ตั้งใจจริง ทำให้ได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย อันเป็นสามัญลักษณ์ของชนชาติ ผมกำลังตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดฝรั่งมาศึกษาพระไตรปิฎก จะเกิดอะไรขึ้น? เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ตัวเนื้อหา เป็นทฤษฎีที่เขาไขว่คว้าหากันแทบเป็นแทบตาย เพราะมันอธิบายความเป็นคน อันเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด รวมทั้งวิธีการหลุดรอดพ้นเสียด้วย แต่เขาไม่พบ หรือพบแต่ไม่สนใจ แม้กระทั่งคนไทยเราเองเกิดมาในแผ่นดินที่เรียกว่าแผ่นดินธรรม เรายังมองข้ามกันไปเลย แทบไม่มีใครสนใจเสียด้วยซ้ำ เรามีแต่ชาวพุทธตามสำมะโนครัว ที่ทำอะไรก็แค่ทำตามประเพณี รู้แต่ว่าจะจุดธูปกี่ดอก ถวายเพลพระกี่องค์ จะมีใครสักกี่คนที่ค้นพบว่า ตัวเองโคตรโชคดีเลย ได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เผอิญว่าผมติดเอาพระไตรปิฎกฉบับย่อมาอ่านด้วย การมาเรียนอังกฤษครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำในความโชคดีของตัวเองที่มาพบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อันเป็นสาระจริงๆ ของพุทธ ไม่ถูกครอบงำด้วยเปลือกของประเพณีประเภทฝังทองลูกนิมิต แห่เทียนพรรษา ในขณะที่ฝรั่งเขาดิ้นรนกันแทบบ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งทฤษฎีแต่ละเรื่อง ในเวลาเดียวกันในมือผมมีทฤษฎีที่เข้าใจง่ายๆ และเป็นคำตอบของชีวิต ผมรู้สึกเหมือนกำลังถือทองคำไว้เลย แต่คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นก้อนหิน เพราะในชีวิตเขาไม่เคยรู้ว่ามีทองคำอยู่จริงๆ และไม่รู้ว่าทองคำนั้นมีค่าอย่างไร จึงไม่มีทางที่ฝรั่งจะให้ความสนใจ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฎีธรรมชาติทั้งหมด เพราะทฤษฎีนี้ ถูกจัดไว้หมวดหมู่ของเรื่องศาสนา....
ตัวเนื้อหาที่ผมเรียน จึงเป็นการศึกษาทฤษฎีที่อธิบายความเป็นไปของโลก ตามแง่มุมและวิธีคิดต่างๆ เรากำลังเรียนตามหลังปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา จริงๆ แล้วปัญหาของโลกทั้งมวลที่เรากำลังเรียนแทบเป็นแทบตายอยู่นี้ ต้นตออยู่ปลายจมูกเรานี่เอง คือการย้อนกลับมาดูที่เราเอง...แค่นั้นเอง แต่คนเรากลับไปมองนอกตัว แล้วก็ศึกษามันไปไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมีสถาบัน, เกียรติ เงินเป็นเครื่องล่อ ก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ กลายเป็นว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องเฉพาะการเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว
สตีป จ๊อป (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและเป็น CEO ของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ กลับไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา เขาลาออกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต แล้วก็ค้นพบว่าสาระจริงๆ ของชีวิตนั้น คืออะไร เขาเข้าถึงสาระของชีวิต จนประสบความสำเร็จมโหฬาร สตีปจ๊อป ได้รับเชิญไปให้โอวาทกับนักศึกษาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ซึ่งอยู่ระดับ Top Tenของโลก ผมฟังแล้วฟังอีกหลายร้อยรอบแทบจะท่องได้ทั้งหมดเพราะมันน่าฟัง น่าตกใจว่าสิ่งที่สตีปจ๊อปค้นพบนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้า ค้นพบ สตีฟจ๊อป ค้นพบเพียงอาจเพียงประมาณหนึ่งในล้านของทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ผมจึงเอาทฤษฎีของสตีฟจ๊อปมาโพสไว้ด้วย ข้างบนนี้
ผมเห็นแล้วกลับเห็นใจเขามากกว่าที่เขากำลังพยายามค้นหาความจริง โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และพิสูจน์ได้ โดยใช้ศาสนาที่สองนั่นคือวิทยาศาสตร์ เพราะเนื้อหาของศาสนาของเขาเอง ก็ไม่ได้มีกระบวนการที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ (แต่เป็นพื้นฐานที่คนเราทั่วโลกควรมี) แม้กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศที่ผมกำลังเรียนอยู่นี้ ก็ยังต้องทำให้เข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เขาถึงจะยอมรับกัน จึงเรียกกันว่า "Political Science" เขาจึงขวนขวยหาสิ่งยึดเหนี่ยว โดยการเข้าสู่การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เพราะคิดว่าเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก กระบวนการทางวิทยาศาตร์จึงเป็นศาสนาสากล ที่คนทั้งปวงนับถือ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการศึกษาของตะวันตกอย่างยิ่งยวด ก็คือการศึกษาทฤษฎี และกว่าจะได้ทฤษฎีแต่ละอย่างมานั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ฝรั่งเองทุ่มเททั้งกายทั้งใจ ทั้งเวลา ทั้งชีวิต หลายชั่วคน เพื่อการศึกษาอธิบายสิ่งที่อยู่ภายนอก เหตุการณ์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น แต่กว่ากระบวนการเรียนรู้จะเป็นทฤษฎีได้ เวลาก็ผ่านไปเสียแล้ว ทฤษฎีเดิมจึงถูกโต้แย้งด้วยทฤษฎีใหม่ๆ การศึกษาจึงดูไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเงื่อนไขของเวลา เราเองเมื่อเข้ามาเรียน ก็ต้องมาเรียนรู้ตามทฤษฎี และกว่าจะผ่านกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป ยิ่งประเทศโลกที่สาม ยังมาตามหลังประเทศตะวันตกแบบ ว่าง่าย หัวอ่อน เชื่องแล้ว เห็นฝรั่งเป็นเทพ เราก็ยิ่งห่างไกลจากต้นเหตุของปัญหามากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงเรายิ่งห่างไกลจากตัวสาระมากขึ้นเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าชาติตะวันตก เวลาทำอะไรนั้น เขามีสมาธิสูงมาก ตั้งใจจริง ทำให้ได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย อันเป็นสามัญลักษณ์ของชนชาติ ผมกำลังตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดฝรั่งมาศึกษาพระไตรปิฎก จะเกิดอะไรขึ้น? เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ตัวเนื้อหา เป็นทฤษฎีที่เขาไขว่คว้าหากันแทบเป็นแทบตาย เพราะมันอธิบายความเป็นคน อันเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด รวมทั้งวิธีการหลุดรอดพ้นเสียด้วย แต่เขาไม่พบ หรือพบแต่ไม่สนใจ แม้กระทั่งคนไทยเราเองเกิดมาในแผ่นดินที่เรียกว่าแผ่นดินธรรม เรายังมองข้ามกันไปเลย แทบไม่มีใครสนใจเสียด้วยซ้ำ เรามีแต่ชาวพุทธตามสำมะโนครัว ที่ทำอะไรก็แค่ทำตามประเพณี รู้แต่ว่าจะจุดธูปกี่ดอก ถวายเพลพระกี่องค์ จะมีใครสักกี่คนที่ค้นพบว่า ตัวเองโคตรโชคดีเลย ได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เผอิญว่าผมติดเอาพระไตรปิฎกฉบับย่อมาอ่านด้วย การมาเรียนอังกฤษครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำในความโชคดีของตัวเองที่มาพบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อันเป็นสาระจริงๆ ของพุทธ ไม่ถูกครอบงำด้วยเปลือกของประเพณีประเภทฝังทองลูกนิมิต แห่เทียนพรรษา ในขณะที่ฝรั่งเขาดิ้นรนกันแทบบ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งทฤษฎีแต่ละเรื่อง ในเวลาเดียวกันในมือผมมีทฤษฎีที่เข้าใจง่ายๆ และเป็นคำตอบของชีวิต ผมรู้สึกเหมือนกำลังถือทองคำไว้เลย แต่คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นก้อนหิน เพราะในชีวิตเขาไม่เคยรู้ว่ามีทองคำอยู่จริงๆ และไม่รู้ว่าทองคำนั้นมีค่าอย่างไร จึงไม่มีทางที่ฝรั่งจะให้ความสนใจ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฎีธรรมชาติทั้งหมด เพราะทฤษฎีนี้ ถูกจัดไว้หมวดหมู่ของเรื่องศาสนา....
ตัวเนื้อหาที่ผมเรียน จึงเป็นการศึกษาทฤษฎีที่อธิบายความเป็นไปของโลก ตามแง่มุมและวิธีคิดต่างๆ เรากำลังเรียนตามหลังปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา จริงๆ แล้วปัญหาของโลกทั้งมวลที่เรากำลังเรียนแทบเป็นแทบตายอยู่นี้ ต้นตออยู่ปลายจมูกเรานี่เอง คือการย้อนกลับมาดูที่เราเอง...แค่นั้นเอง แต่คนเรากลับไปมองนอกตัว แล้วก็ศึกษามันไปไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมีสถาบัน, เกียรติ เงินเป็นเครื่องล่อ ก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ กลายเป็นว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องเฉพาะการเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว
สตีป จ๊อป (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและเป็น CEO ของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ กลับไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา เขาลาออกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต แล้วก็ค้นพบว่าสาระจริงๆ ของชีวิตนั้น คืออะไร เขาเข้าถึงสาระของชีวิต จนประสบความสำเร็จมโหฬาร สตีปจ๊อป ได้รับเชิญไปให้โอวาทกับนักศึกษาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ซึ่งอยู่ระดับ Top Tenของโลก ผมฟังแล้วฟังอีกหลายร้อยรอบแทบจะท่องได้ทั้งหมดเพราะมันน่าฟัง น่าตกใจว่าสิ่งที่สตีปจ๊อปค้นพบนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้า ค้นพบ สตีฟจ๊อป ค้นพบเพียงอาจเพียงประมาณหนึ่งในล้านของทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ผมจึงเอาทฤษฎีของสตีฟจ๊อปมาโพสไว้ด้วย ข้างบนนี้
จดหมายจากวุฒิ
วุฒิคือเพื่อนที่แสดงอิทธิฤทธิ์ของการศึกษาธรรมะให้ผมเห็นจนกระทั่งผมกลับไปสู่จุด Returning Point ได้คือหันกลับมาให้ความสนใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าหลังจากพบเห็นด้วยตนเองว่า ความทุกข์สอนอะไรเราบ้าง ล่าสุดไอ้เอกเพื่อนชั่ว ที่เคยร่วมทำชั่วมาด้วยกันและไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีจุด Returning Point ได้เช่นกัน และรวดเร็ว ไอ้เอกมันไปนั่งสมาธิที่วัดและถวายเพล ทำสังฆทานเกือบทุกวัน ผมคุยกับวุฒิว่าเอกมันมาแล้วนะ เริ่มมีดวงตามองเห็นแล้ว วุฒิเมลมาหาผมซึ่งน่าสนใจมาก เพราะวุฒิเข้าใจสภาพที่ผมกำลังเป็นอยู่แม้ไม่ได้มาเผชิญด้วยตนเอง
สวัสดี ดาวเพื่อนรัก
เป็นไงบ้างเพื่อน ไปเรียนได้เห็น ได้รู้อะไรบ้าง เล่าสู่ต่อกันฟังบ้างก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกรัฐ นะเพื่อน พื้นฐานชีวิต และจิตใจเขาดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ค้นพบสัจธรรม ยังเวียนว่ายอยู่ในอ่างน้ำอยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่นาน เมื่อน้ำนั้นเต็มอ่าง เขาจะหลุดออกจากอ่างส่งสู่คลอง ไหลลงสู่มหาสมุทรไปเอง เมื่อนั้น เขาได้พบอิสรภาพที่แท้จริงไปเอง เขายังไม่ค้นพบหลักยึด ต้องอาศัยเวลา แต่ตรวจสอบวาระจิตแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ยังไม่มีอนันตริยกรรม หรือวิบากกรรมที่หนักหนาเท่าไรนัก เพียงแต่เหตุปัจจัยเขายังไม่ถึงพร้อมด้วยมรรคเท่านั้นเอง รอระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การปฏิบัติเท่านั้น
ว่าแต่ดาวเพื่อนรัก ยังต้องอดทนหน่อยนะ เรียนหนักหน่อยไม่เป็นไร ยังอยู่ในระหว่างการปรับตัว ยังไม่ชินก็เท่านั้น ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เหมือนเด็กที่กำลังเรียนรู้โลกใหม่ ก็ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับภาษาสมมติของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ตราบเมื่อเข้าใจเข้าที่เข้าทางแล้ว จะฉลุยเลยเพื่อน มองเข้าไปในจิตใจผู้สอนว่าเขาสื่ออะไรเพื่อน แล้วมองเข้าไปในจิตใจตัวเราเอง ว่าเราจะรู้อะไร และได้รู้ไปถึงไหน ใหม่ ๆ ต้องอาศัยจินตนาการผสมผสานหน่อยนะ ต่อไปจินตนาการจะเป็นเนื้อเดียวกันกับความรู้ไปเอง จะเข้าใจไปเองแหล่ะ ไม่ต้องกังวล เพราะทั้งผู้สอนและผู้เรียน ต่างประกอบด้วยจิตเป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น สภาวะธาตุรู้ เหมือนกันหมดแหล่ะ ไม่มีผิด มีถูก ผสานกันด้วยเนื้อแห่งธรรมทั้งนั้น เมื่อเข้าใจจะเรียนรู้อะไรก็ได้ อย่าลืมนะเพื่อน ทำความเข้าใจกับเนื้อหา ไม่ยากหรอก เป็นเนื้อเดียวกันทั้งนั้น ได้ความรู้ทางโลกก็เล่าสู่ต่อกันบ้างก็ได้นะ
ฝรั่งเขามีความรักเป็นพื้นฐานทางจิตใจ มีความบริสุทธิ์ในความเมตตาและการให้อภัย ไปถึงขั้นของการเสียสละ ส่วนเราคนไทยมีความเข้าใจธรรมเป็นเนื้อหา เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจธรรม เราจะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ทุกอย่าง และจะเข้าใจความรักที่เขาพึงมี นี่แหล่ะที่เขาปรารถนาจะพิทักษ์โลก เขาจึงเข้าใจว่า การเรียนรุ้ของเขาจึงเป็นการพยายามจะรักษาโลกเพื่อจะสร้างสันติ เพื่อสร้างเกราะให้กับประเทศที่เขารักเขาหวงแหน ดังนั้นพื้นฐานของการก่อการร้าย เขามองว่าเป็นการทำลายสันติของโลก สันติของประเทศเขา ศาสตร์วิชาต่าง ๆ ที่เขาจึงพยายามที่คินค้น และคว้าเพื่อจะเรียนรู้ แต่เขาไม่อาจเรียนรู้จิตของผู้เป็นศัตรูที่เขามองว่าเป็นผู้ทำลายโลกเลย เพราะเขาไม่เข้าใจในจิตใจของตัวเองให้ลึกไปถึงรากฐานของจิตที่เป็นตัวสร้างทุกข์ และในขณะเดียวกันจะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ที่ใจนั่นเอง ดังนั้น จึงฝากเพื่อนไว้นะ แลกเปลี่ยนความรู้ กับเขาไว้นะเพื่อนนะ ระวังการคิดว่าเราจะไปเอาความรู้เขานะ ขอให้คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขา จะทำให้ใจของเราเปิดกว้างพร้อมที่รับรู้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดกับเขาได้ในเวลาเดียวกัน ทำหน้าที่ของเพื่อนให้ดีที่สุดแล้วกัน นั่นคือการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดแล้ว
ท้ายนี้เพื่อมีอะไรส่งเมล์มาแล้วกันนะ รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันนะเพื่อน เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เรียนให้สนุก เรียนให้มีความสุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ กำลังของสมาธิ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
โมทนาสาธุ
วุฒิ
เป็นไงบ้างเพื่อน ไปเรียนได้เห็น ได้รู้อะไรบ้าง เล่าสู่ต่อกันฟังบ้างก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกรัฐ นะเพื่อน พื้นฐานชีวิต และจิตใจเขาดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ค้นพบสัจธรรม ยังเวียนว่ายอยู่ในอ่างน้ำอยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่นาน เมื่อน้ำนั้นเต็มอ่าง เขาจะหลุดออกจากอ่างส่งสู่คลอง ไหลลงสู่มหาสมุทรไปเอง เมื่อนั้น เขาได้พบอิสรภาพที่แท้จริงไปเอง เขายังไม่ค้นพบหลักยึด ต้องอาศัยเวลา แต่ตรวจสอบวาระจิตแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ยังไม่มีอนันตริยกรรม หรือวิบากกรรมที่หนักหนาเท่าไรนัก เพียงแต่เหตุปัจจัยเขายังไม่ถึงพร้อมด้วยมรรคเท่านั้นเอง รอระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การปฏิบัติเท่านั้น
ว่าแต่ดาวเพื่อนรัก ยังต้องอดทนหน่อยนะ เรียนหนักหน่อยไม่เป็นไร ยังอยู่ในระหว่างการปรับตัว ยังไม่ชินก็เท่านั้น ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เหมือนเด็กที่กำลังเรียนรู้โลกใหม่ ก็ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับภาษาสมมติของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ตราบเมื่อเข้าใจเข้าที่เข้าทางแล้ว จะฉลุยเลยเพื่อน มองเข้าไปในจิตใจผู้สอนว่าเขาสื่ออะไรเพื่อน แล้วมองเข้าไปในจิตใจตัวเราเอง ว่าเราจะรู้อะไร และได้รู้ไปถึงไหน ใหม่ ๆ ต้องอาศัยจินตนาการผสมผสานหน่อยนะ ต่อไปจินตนาการจะเป็นเนื้อเดียวกันกับความรู้ไปเอง จะเข้าใจไปเองแหล่ะ ไม่ต้องกังวล เพราะทั้งผู้สอนและผู้เรียน ต่างประกอบด้วยจิตเป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น สภาวะธาตุรู้ เหมือนกันหมดแหล่ะ ไม่มีผิด มีถูก ผสานกันด้วยเนื้อแห่งธรรมทั้งนั้น เมื่อเข้าใจจะเรียนรู้อะไรก็ได้ อย่าลืมนะเพื่อน ทำความเข้าใจกับเนื้อหา ไม่ยากหรอก เป็นเนื้อเดียวกันทั้งนั้น ได้ความรู้ทางโลกก็เล่าสู่ต่อกันบ้างก็ได้นะ
ฝรั่งเขามีความรักเป็นพื้นฐานทางจิตใจ มีความบริสุทธิ์ในความเมตตาและการให้อภัย ไปถึงขั้นของการเสียสละ ส่วนเราคนไทยมีความเข้าใจธรรมเป็นเนื้อหา เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจธรรม เราจะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ทุกอย่าง และจะเข้าใจความรักที่เขาพึงมี นี่แหล่ะที่เขาปรารถนาจะพิทักษ์โลก เขาจึงเข้าใจว่า การเรียนรุ้ของเขาจึงเป็นการพยายามจะรักษาโลกเพื่อจะสร้างสันติ เพื่อสร้างเกราะให้กับประเทศที่เขารักเขาหวงแหน ดังนั้นพื้นฐานของการก่อการร้าย เขามองว่าเป็นการทำลายสันติของโลก สันติของประเทศเขา ศาสตร์วิชาต่าง ๆ ที่เขาจึงพยายามที่คินค้น และคว้าเพื่อจะเรียนรู้ แต่เขาไม่อาจเรียนรู้จิตของผู้เป็นศัตรูที่เขามองว่าเป็นผู้ทำลายโลกเลย เพราะเขาไม่เข้าใจในจิตใจของตัวเองให้ลึกไปถึงรากฐานของจิตที่เป็นตัวสร้างทุกข์ และในขณะเดียวกันจะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ที่ใจนั่นเอง ดังนั้น จึงฝากเพื่อนไว้นะ แลกเปลี่ยนความรู้ กับเขาไว้นะเพื่อนนะ ระวังการคิดว่าเราจะไปเอาความรู้เขานะ ขอให้คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขา จะทำให้ใจของเราเปิดกว้างพร้อมที่รับรู้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดกับเขาได้ในเวลาเดียวกัน ทำหน้าที่ของเพื่อนให้ดีที่สุดแล้วกัน นั่นคือการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดแล้ว
ท้ายนี้เพื่อมีอะไรส่งเมล์มาแล้วกันนะ รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันนะเพื่อน เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เรียนให้สนุก เรียนให้มีความสุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ กำลังของสมาธิ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
โมทนาสาธุ
วุฒิ
It's stunned
I could not believe that a friend of mine, who went bad together in the past, currently we would talk in the topic of Dhama, the truth of life, meditation and so on. There is nothing going wrong but it is appeared that as time passed by things keep changing, either do us. It means we are growing up and having enough experience to look backward and realize what we are going to do next. I taged this 'returning point'.
Tuesday, 9 October 2007
Sth. getting better
I found myself happier today. Not because I already adjusted myself or got use to it, but it's because I've found something. It's not only me who is in trouble with studying but, in the class today, more than a half of all students found themselves in trouble too. We all haven't understood the article that we just read. It's abstract and talking about something in the air which are untouchable. Moreover, some of them didn't have any reading matterials. I have those and I read them through but I didn't understand them at all, at least it gave me overview and the idea of essays. What make me feel good is that when I know I have to share them what I have. It's true that studying here is about competition, but the rivals are not your classmates, it's yourselves. You have to beat yourself and get over it. Leave convenient life behind and fight to your laziness. Fight with the books, with the time management. There's only friends that you can do for them. So, I posted them all materials I have which they haven't had. That's happiness I found when start giving, again. Budhish theories are always proved, and they're always right.
Life is not bad at all when we found something interesting, even when you are in the dark side. I push myself hard reading books for which I've never done before. I always think that how hard I get here. I'm one of the Royal Thai Police representatives and I'm representing Thailand, aren't I?. There's nothing to be afraid of. Like P Phu claims, don't be afraid of Farangs, they should be afraid of us because they're reluctant to understand us. I also found something interesting. Put studying matter away while walking back home, enjoy some corners surrounding that I always missed. I stopped and sited there for a while, looking around, then I started feeling so much beautiful everywhere as I've passed by.
Happiness is hard earn when you're in trouble. The truth is it's in some corners aroud us but we fail to look at it.
Friday, 5 October 2007
เดินไปโรงเรียน
ทางเดินไปโรงเรียนสุดยอดมาก มุดป่าผ่านทะเลสาป
ไปเรื่อยจนไปโผล่ใกล้หอนาฬิกาที่เห็นอยู่ลิบๆ จริงๆ แล้วเป็นสวนสาธารณะ (Public Park)ซึ่งอยู่หน้ามหาลัยเลย และเป็นพื้นที่ของมหาลัย เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาใช้ได้ด้วย มีร้านอาหารที่คอยดูดทรัพย์ผู้มานั่งเล่น เป็นโซนวิ่งออกกำลังกายด้วย หากไม่อยากฝ่าดงทะลุป่า (ปกติก็ไม่ค่อยมีใครเดินอยู่แล้ว) ก็ไปตามถนนปกติธรรมดา ที่มีรถเมล์วิ่งมาคอยรับประเคนถึงที่
Fresher Fayre
Monday, 1 October 2007
อาการแรกเริ่ม
การเข้าห้องเรียนนั่งฟังธรรมดามันยังไม่รู้สึกอะไร
แต่เมื่อ Lecture แล้ว จะต้องมี Seminar นั่นคือการสะท้อนความเข้าใจการ Lecture และการอ่านหนังสือเตรียมมาล่วงหน้าของเรา ผ่านทางการแสดงออก โดยการ Presentation, discussion, working in group
เข้าห้องสัมมนาทีไรรู้สึกแย่ทุกครั้ง ผิดหวังในตัวเอง
เพราะไม่รู้เรื่องเลย และซวยโดนไปอยู่กลุ่มฝรั่ง
เวลาเขาพูดถกกัน ก็แบบทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น จนผมไม่ได้พูด
ถ้าให้พูดก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะมันไม่รู้เรื่อง นึกแล้วสงสารตัวเองชะมัด
อุตสาห์ถ่อสังขารมาเรียนไกล
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องให้ปวดหัวอีก
เมื่อเข้าห้องสัมมนา อาจารย์จะให้เลือกเลยว่าจะ Presentation
เรื่องอะไร ตามหัวข้อตลอดทั้ง 10 สัปดาห์ ให้เลือกทันที
นี่ผมไม่เคยตั้งตัวอะไรได้ทันกับเค้าเลย ชาวบ้านเค้าไปกันถึงไหนแล้ว
ยังงงกับหัวข้อว่าเราจะมีความรู้เรื่องพวกนี้หรือเปล่า
ผมรู้สึกด้อยมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้โง่
หรือเป็นเพราะความรู้เดิมทั้งหลาย...เรา input มันเป็นภาษาไทย
จัดเก็บข้อมูลในสมองแบบไทยๆ
กว่ามันจะประมวลผลออกมาเป็นภาษาอังกฤษมันต้องผ่านกระบวนการอะไรหรือเปล่า
หรือว่าความรู้ปูมหลังเราไม่มีกันแน่
ผมเสียเปรียบตรงที่ คนอื่นเขาเรียนเรื่องพวกนี้มาก่อนทั้งนั้น
แล้วก็พูดภาษาของเค้าเอง รู้เรื่องกันเอง
ผมจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสปีดตามพวกนี้ทัน
มันอดเปรียบเทียบไม่ได้
เพราะไม่รู้เรื่องเลย และซวยโดนไปอยู่กลุ่มฝรั่ง
เวลาเขาพูดถกกัน ก็แบบทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น จนผมไม่ได้พูด
ถ้าให้พูดก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะมันไม่รู้เรื่อง นึกแล้วสงสารตัวเองชะมัด
อุตสาห์ถ่อสังขารมาเรียนไกล
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องให้ปวดหัวอีก
เมื่อเข้าห้องสัมมนา อาจารย์จะให้เลือกเลยว่าจะ Presentation
เรื่องอะไร ตามหัวข้อตลอดทั้ง 10 สัปดาห์ ให้เลือกทันที
นี่ผมไม่เคยตั้งตัวอะไรได้ทันกับเค้าเลย ชาวบ้านเค้าไปกันถึงไหนแล้ว
ยังงงกับหัวข้อว่าเราจะมีความรู้เรื่องพวกนี้หรือเปล่า
ผมรู้สึกด้อยมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้โง่
หรือเป็นเพราะความรู้เดิมทั้งหลาย...เรา input มันเป็นภาษาไทย
จัดเก็บข้อมูลในสมองแบบไทยๆ
กว่ามันจะประมวลผลออกมาเป็นภาษาอังกฤษมันต้องผ่านกระบวนการอะไรหรือเปล่า
หรือว่าความรู้ปูมหลังเราไม่มีกันแน่
ผมเสียเปรียบตรงที่ คนอื่นเขาเรียนเรื่องพวกนี้มาก่อนทั้งนั้น
แล้วก็พูดภาษาของเค้าเอง รู้เรื่องกันเอง
ผมจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสปีดตามพวกนี้ทัน
มันอดเปรียบเทียบไม่ได้
เสาร์อาทิตย์ที่ถูกลืม
ไม่น่าเชื่อว่าผมจะอยู่แต่ในบ้านโดยไม่ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย
ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ยาวถึงวันเสาร์อาทิตย์ และเช้าวันจันทร์
ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องทั้งคืนทั้งวัน
ระบบการเรียนที่ให้เราขวนขวายด้วยตนเองนี่มันทรมานชัดๆ
ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีสมาธิ
แต่เพราะว่ามันไม่รู้เรื่อง
อ่านหน้าละหนึ่งชั่วโมง เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร มีสาระอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว
น่ากลัวว่าผมจะไปรอดไหมนี่ กับการจะแอบขอเป็นนักเรียนนอกสักครั้งในชีวิต
เพราะภาษาที่เขาใช้เขียนมันไม่ใช่ภาษามนุษย์ มันเป็นภาษา
ที่กลุ่มคนบ้าวิชาการด้วยกันเข้าใจกันได้
มันเหมือนผมพยายามถีบตัวเองเข้าไปสู่วงการใหม่ ทั้งเตะทั้งถีบตัวเอง
จริงๆ แล้ว หากผมเรียนไม่จบ หรือแอบเรียนไม่จบก็ไม่ได้มีใครว่า มาบังคับ
แต่คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือเราเอง มันจึงเป็นที่มาของการอ่านแบบตะลุย
แม้ว่าจะโง่ก็ตามที
จนกระทั่งคืนวันอาทิตย์ เหมือนแสงสว่างเริ่มโปรยลงมา
ผมอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ก็พบว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ความคุ้นเคยแค่นั้นเอง
เราไม่คุ้นเคยกับมัน เรากลับไปโทษมัน
เราแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เวลากับมัน เราไม่อยากถอย แต่ลองขลุกอยู่กับมันสักพัก
สักสองสามวัน จากร้ายก็จะกลายเป็นดี จากลบก็เป็นบวก
สโลแกน "ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง" นั้นถูกพิสูจน์และเห็นผลได้ด้วยตนเองแล้ว
การไม่ได้ออกไปไหนและหมกตัวอยู่กับตำรา ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการอยู่ในกรง
ผมอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ก็คล้ายกับว่าถูกขัง แต่เราไม่รู้สึกว่าถูกขัง
แล้วยังกลับมีความสุข ดูเหมือนว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้อยู่ในที่ใหญ่โตอลังการ
แต่กลับอยู่ที่ใจเป็นอิสระ จากการที่คิดว่าถูกขัง เพราะมีสิ่งอื่นที่มุ่งมั่นมากกว่า
มีอะไรให้ทำมากกว่า มีเป้าหมายชัดเจนกว่า
เราจึงไม่ได้สนใจภาวะการถูกขังจากสภาพภายนอก
ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ยาวถึงวันเสาร์อาทิตย์ และเช้าวันจันทร์
ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องทั้งคืนทั้งวัน
ระบบการเรียนที่ให้เราขวนขวายด้วยตนเองนี่มันทรมานชัดๆ
ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีสมาธิ
แต่เพราะว่ามันไม่รู้เรื่อง
อ่านหน้าละหนึ่งชั่วโมง เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร มีสาระอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว
น่ากลัวว่าผมจะไปรอดไหมนี่ กับการจะแอบขอเป็นนักเรียนนอกสักครั้งในชีวิต
เพราะภาษาที่เขาใช้เขียนมันไม่ใช่ภาษามนุษย์ มันเป็นภาษา
ที่กลุ่มคนบ้าวิชาการด้วยกันเข้าใจกันได้
มันเหมือนผมพยายามถีบตัวเองเข้าไปสู่วงการใหม่ ทั้งเตะทั้งถีบตัวเอง
จริงๆ แล้ว หากผมเรียนไม่จบ หรือแอบเรียนไม่จบก็ไม่ได้มีใครว่า มาบังคับ
แต่คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือเราเอง มันจึงเป็นที่มาของการอ่านแบบตะลุย
แม้ว่าจะโง่ก็ตามที
จนกระทั่งคืนวันอาทิตย์ เหมือนแสงสว่างเริ่มโปรยลงมา
ผมอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ก็พบว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ความคุ้นเคยแค่นั้นเอง
เราไม่คุ้นเคยกับมัน เรากลับไปโทษมัน
เราแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เวลากับมัน เราไม่อยากถอย แต่ลองขลุกอยู่กับมันสักพัก
สักสองสามวัน จากร้ายก็จะกลายเป็นดี จากลบก็เป็นบวก
สโลแกน "ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง" นั้นถูกพิสูจน์และเห็นผลได้ด้วยตนเองแล้ว
การไม่ได้ออกไปไหนและหมกตัวอยู่กับตำรา ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการอยู่ในกรง
ผมอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ก็คล้ายกับว่าถูกขัง แต่เราไม่รู้สึกว่าถูกขัง
แล้วยังกลับมีความสุข ดูเหมือนว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้อยู่ในที่ใหญ่โตอลังการ
แต่กลับอยู่ที่ใจเป็นอิสระ จากการที่คิดว่าถูกขัง เพราะมีสิ่งอื่นที่มุ่งมั่นมากกว่า
มีอะไรให้ทำมากกว่า มีเป้าหมายชัดเจนกว่า
เราจึงไม่ได้สนใจภาวะการถูกขังจากสภาพภายนอก
Tuesday, 25 September 2007
วิธีการลงทะเบียนเรียน
Monday, 24 September 2007
เปิดเทอมแล้ว
เป็นวันแรกของการเปิดเทอม ที่เรียกว่า Miserable Monday คือวันจันทร์แห่งความทรมาน
คำนี้ผมไม่ได้ตั้งเอง แต่มันมาจาก ทีวีช่องพยากรณ์อากาศ ที่ผู้ประกาศข่าว ยืนท่ามกลางสายฝน
บอกว่าวันนี้ ฝนตกลมแรงทั้งวัน อุณหภูมิจะลดลง 6-9 องศา
ผมเดินออกจากบ้านก็เข้าใจทันทีว่ามันทรมานอย่างไร อากาศเย็นมาก ปวดนิ้วมือ
สักพักแดดออก
ความยุ่งยากมันถาโถมเข้ามาพอให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้สบายเสมอไป
ผมหาห้องเรียนไม่เจอ เพราะว่าตารางเรียนที่เตรียมไว้มันหายไปไหนไม่รู้
แต่นั่น ก็ยังไม่เท่า เวลาอาจารย์พูด เขาคงคิดว่าเราเติบโตมาจากถิ่นที่พูดอังกฤษ
ผมเรียนกับฝรั่งหัวแดงเป็นส่วนมาก พวกแขกหายไปไหนหมด
เหมือนเราหลงมาอยู่ในที่ๆ ไม่ใช่ถิ่นเรา
ที่อาคารกิจกรรมเต็มไปด้วยนักเรียน ที่หาทางไปของตนเอง
บางคนไม่รู้ก็มาถามเรา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมเหมือนกับกลับมาเป็นเด็ก แบกเป้ไปโรงเรียนใหม่
เหมือนเวลาย้อนคืนได้ แต่ความจริงมันเป็นเพียงแค่ความรู้สึก
นี่เป็นอาคาร Law and Social Science ที่อาคารเรียนหลัก
คำนี้ผมไม่ได้ตั้งเอง แต่มันมาจาก ทีวีช่องพยากรณ์อากาศ ที่ผู้ประกาศข่าว ยืนท่ามกลางสายฝน
บอกว่าวันนี้ ฝนตกลมแรงทั้งวัน อุณหภูมิจะลดลง 6-9 องศา
ผมเดินออกจากบ้านก็เข้าใจทันทีว่ามันทรมานอย่างไร อากาศเย็นมาก ปวดนิ้วมือ
สักพักแดดออก
ความยุ่งยากมันถาโถมเข้ามาพอให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้สบายเสมอไป
ผมหาห้องเรียนไม่เจอ เพราะว่าตารางเรียนที่เตรียมไว้มันหายไปไหนไม่รู้
แต่นั่น ก็ยังไม่เท่า เวลาอาจารย์พูด เขาคงคิดว่าเราเติบโตมาจากถิ่นที่พูดอังกฤษ
ผมเรียนกับฝรั่งหัวแดงเป็นส่วนมาก พวกแขกหายไปไหนหมด
เหมือนเราหลงมาอยู่ในที่ๆ ไม่ใช่ถิ่นเรา
ที่อาคารกิจกรรมเต็มไปด้วยนักเรียน ที่หาทางไปของตนเอง
บางคนไม่รู้ก็มาถามเรา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมเหมือนกับกลับมาเป็นเด็ก แบกเป้ไปโรงเรียนใหม่
เหมือนเวลาย้อนคืนได้ แต่ความจริงมันเป็นเพียงแค่ความรู้สึก
นี่เป็นอาคาร Law and Social Science ที่อาคารเรียนหลัก
Saturday, 22 September 2007
สบายหรือลำบาก
เท้า ดูเหมือนจะเป็นวิธีการหลักในการเดินทาง วันแรกผมเดินจนปวดเท้า ขาและไหล่
(ปวดไหล่เพราะว่าแบกเป้)
ความสบายเกินไปในเมืองไทย ไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถ ทำให้เราอ่อนแอ ทั้งใจและร่างกาย
ระยะทางที่ไกลมาก เนื่องจากมหา'ลัย พื้นที่ใหญ่ ที่ผมบอกว่าไกลนักหนา
เพื่อนที่นี่เขาบอกว่าใกล้นิดเดียว
ผ่านมาสองสามวัน ผมรู้สึกได้ว่าขาเราแข็งแรงขึ้น แรงใจที่จะเดินก็มากขึ้นด้วย
ทำให้รู้สึกว่าระยะทางที่เคยไกล มันไม่ได้ไกลอย่างที่คิด
สิ่งที่ไกลกับใกล้ จริงๆ อยู่ที่ระบบการคิดของเรานี่เอง
อาหาร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เรื่องและทั้งแพง ในความคิดเรา
แต่มันก็กระตุ้นให้ผมได้คิดว่า คนเราก็แค่กิน
(ปวดไหล่เพราะว่าแบกเป้)
ความสบายเกินไปในเมืองไทย ไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถ ทำให้เราอ่อนแอ ทั้งใจและร่างกาย
ระยะทางที่ไกลมาก เนื่องจากมหา'ลัย พื้นที่ใหญ่ ที่ผมบอกว่าไกลนักหนา
เพื่อนที่นี่เขาบอกว่าใกล้นิดเดียว
ผ่านมาสองสามวัน ผมรู้สึกได้ว่าขาเราแข็งแรงขึ้น แรงใจที่จะเดินก็มากขึ้นด้วย
ทำให้รู้สึกว่าระยะทางที่เคยไกล มันไม่ได้ไกลอย่างที่คิด
สิ่งที่ไกลกับใกล้ จริงๆ อยู่ที่ระบบการคิดของเรานี่เอง
อาหาร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เรื่องและทั้งแพง ในความคิดเรา
แต่มันก็กระตุ้นให้ผมได้คิดว่า คนเราก็แค่กิน
20 กว่าปีผ่านไป
เวลาผ่านไป เหมือนหนึ่งพริบตา ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปด้วย ผมได้มีโอกาสมาเรียนอยู่อีกตึกหนึ่ง อีกซีกโลกหนึ่ง สองสถานที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
จริงๆ แล้วตึกมันก็ยังคงอยู่เป็นตึก
แต่สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่ตึก แต่กลับเป็นเรา
เรากลับมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นกะเหรี่ยงอยู่ต่างถิ่น
แต่ไม่ลืมว่าเรานี้...มีที่มา
Friday, 21 September 2007
วันแรกใน Nottingham
การเดินทางมาอังกฤษครั้งแรกในชีวิต ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นเลย
ผมกำลังสืบค้นดูว่าเหตุใด เราไม่มีความตื่นตาตื่นใจอะไรเลย
ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยมา
ผมอาจเคยมาเมื่อชาติไหนๆ แล้วต้องมาทำอะไรสักอย่างไว้
รัฐบาลอังกฤษถึงต้องมาจ่ายเงินนับล้านเพื่อให้ผมมาในชาตินี้
บรรยากาศของสนามบิน Heathrow Airport
ดูคึกคัก คราคร่ำไปด้วยนักเรียนที่มาแสวงหาความรู้และผลาญเงินพ่อแม่
โดยเฉพาะ Terminal 3 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เดินทางมาจากตะวันออกใกล้
แนวแขก อินเดีย ปากีสถาน
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมรถมหาวิทยาลัยจึงมารับที่ Terminal 3
เพราะฐานลูกค้าใหญ่ต่างชาติเป็นแขก ถึง 75-80%
ส่วน Terminal 4 ที่ผมลงนั้น ก็เป็นพวกที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่ค่อยจะมีมาเรียนเท่าไหร่ ผมจึงต้องทุลักทุเลหาทางจาก Terminal 4
มาที่ Terminal 3 ซึ่งก็เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรคบ้างพองาม
น็อตติงแฮม เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ สวยงาม น่าอยู่
นั่นคือสิ่งที่เห็นเท่าที่รถบัสพาขับผ่าน แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายในความสวยงาม
มหาวิทยาลัยใหญ่มาก แลดูอลังการ โรแมนติกเหมือนบรรยากาศเมืองนอกที่แท้จริง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงอย่างมาก คือ ไม่มีตู้โทรศัพท์ หรือไม่ก็หายากมาก
ผมทุกข์ทรมานใจมากกับการติดต่อสื่อสารที่ทำไม่ได้เลย
เพราะนั่นหมายถึง ผมกำลังทำให้ผู้คนข้างหลังที่เราจากมาให้เขาทุกข์ทรมานใจด้วยเช่นกัน
เพียงแค่จะบอกว่า มาถึงแล้ว สบายดี แค่นี้ก็คงโล่งใจ
ระบบอินเตอร์เนต ที่ยังดูเป็นปัญหา เข้ารหัสไม่ได้
ตู้โทรศัพท์ที่หาแทบไม่ได้เลย และต้องมีเหรียญถึงจะโทรได้
ผมจะหาแลกเหรียญได้ที่ไหน ในเมื่อร้านค้าที่นี่ 5 โมงเย็นก็ปิดแล้ว
นี่ถ้าผมเอาร้านเซเว่นฯ มาเปิดที่นี่คงรวยตายไปแล้ว
ทั้งวันผมเดินขาลากอยู่นับสิบกิโลเมตร เพียงเพื่อหาช่องทางสื่อสาร
แต่แล้วก็จนปัญญา เมื่อสังเกตดูก็จะพบว่าผู้คนท้องถิ่นไม่พึ่งพาโทรศัพท์ตู้
แต่จะมีโทรศัพท์มือถือกันเป็นหลัก นี่มันไม่ใช่วันที่ผมจะมีโทรศัพท์มือถือ
ผมเดินไปคนเดียวท่ามกลางความมืดและอากาศหนาวเย็นเพื่อจะหวังพึ่งพา
ซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ ที่น่าจะมีสิ่งของทุกชนิดขาย
ผมหวังว่า อย่างน้อยที่สุดการ์ดโทรศัพท์ต่างประเทศก็จะต้องมีขายที่นั่น
ผมเดินไกลมาก มืดและหนาว แบกเป้คอมพิวเตอร์ไปด้วยอย่างหนัก
พร้อมกับความหวังเต็มเปี่ยม แต่ความหวังนั่น
ก็พังทลายลง เพราะเขาบอกว่าไม่มีขาย ไม่มีร้านไหนเปิดอีกแล้ว
เวลาเพียงแค่สองทุ่ม บ้านเรายังคงคึกคักกันอยู่เลย แต่สองทุ่มของที่นี่
ดูเหมือนจะเป็นเวลาส่วนตัว ที่ไม่มีใครยอมออกนอกบ้านหรือเปิดร้าน
สองทุ่ม ก็เท่ากับตีสอง ที่เมืองไทยเขาอาจหลับกันหมดแล้ว
แต่ก็คงหลับไม่เป็นสุข ผมทำให้เขาเป็นทุกข์ ดูเหมือนว่า
หากเราทำให้ใครเป็นทุกข์ เราจะทุกข์ใจมากกว่า ก็เช่นเดียวกับ
หากเราทำให้ใครเป็นสุข เราก็จะสุขใจมากกว่า
ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วและล้มตัวลงนอน
อย่างอ่อนเพลียที่สุด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่นี้ น้ำหนักคงลด, ร่างกายแข็งแรงขึ้นและรอบคอบมากขึ้น
เพราะการเดินทางเป็นหลัก คือการเดิน ในขณะที่มหาวิทยาลัยกว้างใหญ่มาก
หากออกจากห้องพักแล้วลืมอะไรสักอย่าง อาจหมายถึงนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
ก่อนจะออกไปข้างนอก จึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าลืมอะไรหรือไม่
อากาศหนาวเหน็บ
ไม่มีฝนตกอย่างคำล่ำลือ ท้องฟ้าโปร่งมีแดดเล็กน้อยพองาม
เนื่องจากนักเรียนต่างชาติมาเยอะมาก ระบบ Welcome Program
จึงกำหนดมาให้ ส่วนใครอยากทำอะไร อยากเข้าร่วมหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสมัครใจ
เหมือนกับเปิดประตู ชี้ช่องไว้ให้ จัดเตรียมไว้ให้ จะไปหรือไม่ ก็อยู่ที่เรา
ถ้าไป เราก็ได้ แต่ถ้าอุดอู้ขี้เกียจ ก็ไม่ได้อะไร นอกจากการได้ตามใจตัวเอง
อยู่ที่นี่ ไม่มีใครมาบังคับว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพียงแต่เขากำหนดเป้าหมายไว้ให้
เรามีหน้าที่ขวนขวย หาทางเดินไปสู่เป้าหมายด้วยตัวเอง
ไม่มีใครมาคอยเทคแคร์ ตามประคบประหงม ตรวจเช็คชื่อ เพราะทั้งหมด
โฟกัสมาที่จุดเดียว คือตัวเราเอง เดินไปข้างหน้าด้วยพลังและความอยากรู้ของตัวเอง
ผมกำลังสืบค้นดูว่าเหตุใด เราไม่มีความตื่นตาตื่นใจอะไรเลย
ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยมา
ผมอาจเคยมาเมื่อชาติไหนๆ แล้วต้องมาทำอะไรสักอย่างไว้
รัฐบาลอังกฤษถึงต้องมาจ่ายเงินนับล้านเพื่อให้ผมมาในชาตินี้
บรรยากาศของสนามบิน Heathrow Airport
ดูคึกคัก คราคร่ำไปด้วยนักเรียนที่มาแสวงหาความรู้และผลาญเงินพ่อแม่
โดยเฉพาะ Terminal 3 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เดินทางมาจากตะวันออกใกล้
แนวแขก อินเดีย ปากีสถาน
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมรถมหาวิทยาลัยจึงมารับที่ Terminal 3
เพราะฐานลูกค้าใหญ่ต่างชาติเป็นแขก ถึง 75-80%
ส่วน Terminal 4 ที่ผมลงนั้น ก็เป็นพวกที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่ค่อยจะมีมาเรียนเท่าไหร่ ผมจึงต้องทุลักทุเลหาทางจาก Terminal 4
มาที่ Terminal 3 ซึ่งก็เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรคบ้างพองาม
น็อตติงแฮม เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ สวยงาม น่าอยู่
นั่นคือสิ่งที่เห็นเท่าที่รถบัสพาขับผ่าน แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายในความสวยงาม
มหาวิทยาลัยใหญ่มาก แลดูอลังการ โรแมนติกเหมือนบรรยากาศเมืองนอกที่แท้จริง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงอย่างมาก คือ ไม่มีตู้โทรศัพท์ หรือไม่ก็หายากมาก
ผมทุกข์ทรมานใจมากกับการติดต่อสื่อสารที่ทำไม่ได้เลย
เพราะนั่นหมายถึง ผมกำลังทำให้ผู้คนข้างหลังที่เราจากมาให้เขาทุกข์ทรมานใจด้วยเช่นกัน
เพียงแค่จะบอกว่า มาถึงแล้ว สบายดี แค่นี้ก็คงโล่งใจ
ระบบอินเตอร์เนต ที่ยังดูเป็นปัญหา เข้ารหัสไม่ได้
ตู้โทรศัพท์ที่หาแทบไม่ได้เลย และต้องมีเหรียญถึงจะโทรได้
ผมจะหาแลกเหรียญได้ที่ไหน ในเมื่อร้านค้าที่นี่ 5 โมงเย็นก็ปิดแล้ว
นี่ถ้าผมเอาร้านเซเว่นฯ มาเปิดที่นี่คงรวยตายไปแล้ว
ทั้งวันผมเดินขาลากอยู่นับสิบกิโลเมตร เพียงเพื่อหาช่องทางสื่อสาร
แต่แล้วก็จนปัญญา เมื่อสังเกตดูก็จะพบว่าผู้คนท้องถิ่นไม่พึ่งพาโทรศัพท์ตู้
แต่จะมีโทรศัพท์มือถือกันเป็นหลัก นี่มันไม่ใช่วันที่ผมจะมีโทรศัพท์มือถือ
ผมเดินไปคนเดียวท่ามกลางความมืดและอากาศหนาวเย็นเพื่อจะหวังพึ่งพา
ซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ ที่น่าจะมีสิ่งของทุกชนิดขาย
ผมหวังว่า อย่างน้อยที่สุดการ์ดโทรศัพท์ต่างประเทศก็จะต้องมีขายที่นั่น
ผมเดินไกลมาก มืดและหนาว แบกเป้คอมพิวเตอร์ไปด้วยอย่างหนัก
พร้อมกับความหวังเต็มเปี่ยม แต่ความหวังนั่น
ก็พังทลายลง เพราะเขาบอกว่าไม่มีขาย ไม่มีร้านไหนเปิดอีกแล้ว
เวลาเพียงแค่สองทุ่ม บ้านเรายังคงคึกคักกันอยู่เลย แต่สองทุ่มของที่นี่
ดูเหมือนจะเป็นเวลาส่วนตัว ที่ไม่มีใครยอมออกนอกบ้านหรือเปิดร้าน
สองทุ่ม ก็เท่ากับตีสอง ที่เมืองไทยเขาอาจหลับกันหมดแล้ว
แต่ก็คงหลับไม่เป็นสุข ผมทำให้เขาเป็นทุกข์ ดูเหมือนว่า
หากเราทำให้ใครเป็นทุกข์ เราจะทุกข์ใจมากกว่า ก็เช่นเดียวกับ
หากเราทำให้ใครเป็นสุข เราก็จะสุขใจมากกว่า
ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วและล้มตัวลงนอน
อย่างอ่อนเพลียที่สุด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่นี้ น้ำหนักคงลด, ร่างกายแข็งแรงขึ้นและรอบคอบมากขึ้น
เพราะการเดินทางเป็นหลัก คือการเดิน ในขณะที่มหาวิทยาลัยกว้างใหญ่มาก
หากออกจากห้องพักแล้วลืมอะไรสักอย่าง อาจหมายถึงนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
ก่อนจะออกไปข้างนอก จึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าลืมอะไรหรือไม่
อากาศหนาวเหน็บ
ไม่มีฝนตกอย่างคำล่ำลือ ท้องฟ้าโปร่งมีแดดเล็กน้อยพองาม
เนื่องจากนักเรียนต่างชาติมาเยอะมาก ระบบ Welcome Program
จึงกำหนดมาให้ ส่วนใครอยากทำอะไร อยากเข้าร่วมหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสมัครใจ
เหมือนกับเปิดประตู ชี้ช่องไว้ให้ จัดเตรียมไว้ให้ จะไปหรือไม่ ก็อยู่ที่เรา
ถ้าไป เราก็ได้ แต่ถ้าอุดอู้ขี้เกียจ ก็ไม่ได้อะไร นอกจากการได้ตามใจตัวเอง
อยู่ที่นี่ ไม่มีใครมาบังคับว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพียงแต่เขากำหนดเป้าหมายไว้ให้
เรามีหน้าที่ขวนขวย หาทางเดินไปสู่เป้าหมายด้วยตัวเอง
ไม่มีใครมาคอยเทคแคร์ ตามประคบประหงม ตรวจเช็คชื่อ เพราะทั้งหมด
โฟกัสมาที่จุดเดียว คือตัวเราเอง เดินไปข้างหน้าด้วยพลังและความอยากรู้ของตัวเอง
Subscribe to:
Posts (Atom)

