ผมไม่ได้สนใจหรอกว่า ทฤษฎีต่างๆ ที่ผมเรียนจะทำให้ผมเคลิบเคลิ้มไปกับมัน
แต่ผมสนใจตรงที่ มีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนผุดขึ้นเสมอๆ
วันนี้สำนึกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทุกอย่างในโลกนี้ แบ่งออกเป็นสองขั้วเสมอ”
หากลองสังเกตุชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันจะพบว่า ไม่มีสิ่งใดที่ไม่แบ่งเป็นสองขั้วและไม่อยู่ตรงข้ามกัน
เรียงมาจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไปจนถึงนามธรรม ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้, ดี-ชั่ว
หนาว กับร้อน, หญิงกับชาย, หัวกับก้อย, น้ำท่วมกับกันดาร, เด็กกับแก่, สุขกับทุกข์,
คุณอนันต์กับโทษมหันต์ ยิ่งนึกก็ยิ่งใช่
แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการตระหนักรู้, รู้ซึ้งในระหว่างสองสิ่งว่ามันเคลือบแฝงกันอยู่
ซ่อนเร้นกันอยู่, เมื่อสิ่งหนึ่งโผล่ สิ่งหนึ่งหลบและรอเวลาโผล่
ประโยคฮิตของปรัชญาจีนคือ ถ้าไม่มีฤดูหนาว เราจะไม่เห็นคุณค่าของฤดูร้อน
จริงๆ แล้วน่าสนุกหากเราคิดต่อไปเรื่อยๆ
วันใดที่เราติดการอาบน้ำอุ่น วันนั้นคือความทุกข์จากการอาบน้ำเย็นรอเราอยู่
ตอนเรียนเตรียมทหาร เราจะถูกจำกัดด้วยเรื่องเสรีภาพทางกาย สถานที่ วินัย
แต่เมื่อวันเสาร์อาทิตย์มาเยือน เราจะพบความสุขจากความอิสระ แม้คนทั่วไปจะมองไม่เห็นว่ามันน่าจะมีความสุขตรงไหน กะอีแค่ ได้เดินไปซื้อขนมชั้นมากินข้างทาง แน่นั่นกลับเป็นความสุขอย่างสุดซึ้งที่จำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะสองขั้วระหว่างการบีบบังคับ กับ เสรีภาพ ทำปฏิกิริยาในใจเราอยู่
ในวันหนึ่งที่เราเกิดมาลืมตาดูโลก สิ่งที่เราลืมเสมอคือความตายรอเราอยู่ มันมาคู่กัน
เพียงแต่ระบบสังคมหลีกเลี่ยงให้เรามองความตายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ, น่าปิดบัง ไม่น่ามอง ไม่น่ายินดี
ในแต่ละวันเราไม่เคยตระหนักเลยว่า เราจะต้องตาย ทั้งๆ ที่มันเป็นของคู่กันกับการเกิด
เมื่อไม่เคยคิด เราก็ทำใจไม่ได้กับการตาย ผมถึงได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่าในวันหนึ่งระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตอบว่าหลายครั้ง, พระพุทธเจ้าบอกน้อยไป, ให้ระลึกถึงทุกลมหายใจ
นี่คือการตระหนักรู้ระหว่างสองสิ่งที่มาคู่กัน เตรียมพร้อมทำใจไว้เมื่อมันมาถึง, Steve Jobs ซีอีโอ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์เองก็ตระหนักรู้ว่าความตายรออยู่ เมื่อคิดเช่นนี้ วิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราจะเปลี่ยนไป เพื่อมุ่งเข้าสู่สาระของชีวิตและเป้าหมายให้ตรงมากที่สุด โดยไม่อ้อมค้อมเสียเวลา
แน่นอนว่า หากริที่จะรัก ก็ต้องทำใจเผื่อการอกหักไว้ด้วย
เราเองไม่เคยคิดหรอกว่าเมื่อมีรัก แล้วมันจะมีทุกข์ ทั้งๆ ที่มีคำสอนอยู่ทนโท่
เมื่อมีรักเราจะหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับมันโดยไม่ได้มองอีกขั้วหนึ่งไว้รอ
เพราะเราเชื่อว่ารักระหว่างเราจะแน่แท้ มั่นคงถาวร แต่เมื่อไหร่ที่รักพ่นพิษ
นั่นแหละขุมนรกทางใจจ่ออยู่ต่อหน้า เพลงอกหักถึงได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
คนถึงได้ฆ่าตัวตาย, คดีฆาตกรรมเกือบแปดสิบเปอร์เซนต์มาจากอกหักรักคุด
เมื่อไหร่ที่เราชนะ นั่นคือความพ่ายแพ้มาแอบซ่อนตัวรอเราอยู่ อย่าเพิ่งหลงระเริง
มันมาเงียบๆ และมักจะโผล่มาตอนเราไม่ทันตั้งตัวเสียด้วยซิ
เรามักจะเห็นท่านผู้ใหญ่ผู้โตเวลาเกษียณราชการ, บางคนยังดิ้นรนไขว่คว้าที่จะมีอำนาจต่อไป
อาจจะลงเล่นการเมือง เพราะยังทำใจไม่ได้กับการหมดอำนาจ ไม่รู้คุณค่าของการเกษียณอายุ
เมื่อเรากระหน่ำเอาเปรียบธรรมชาติมากเกินไป ธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยน้ำท่วม
ดินแล้ง ประเด็นล่าสุดคือ Environmental Degradation แบบภาวะโลกร้อน
เพราะเมื่อไปถึงสุดขั้วหนึ่ง มันก็จะวกกลับ เพื่อปรับให้เข้าสู่สมดุลย์
เมื่อไหร่ที่มาถึงจุดวกกลับ หรือความทุกข์มาเยือน
เรามักพูดง่ายๆ ว่า “ทำใจ” แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า ทำใจนั้น “ทำอย่างไร”
ผมกำลังบอกว่าวิธีการทำใจ คือการนึกถึงแต่ละสิ่งเป็นสองขั้วเสมอ
ผมกำลังโยงเข้าไปสู่โลกธรรมแปด ที่กล่าวว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขและมีทุกข์ ซึ่งมันอาจจะกว้างไป ไม่ค่อยใกล้ตัว
เราเลยเพิกเฉยต่อคำสอน เราจะมาสนใจก็ต่อเมื่อ การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์
แวะมาทักทาย
จริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้วหรือโลกธรรมแปด ปรับได้กับทุกสิ่งในโลก
วันหนึ่งที่เรามีคอมพิวเตอร์ใช้ เราต้องตระหนักด้วยว่า เดี๋ยวมันก็เจ๊ง, ไม่นานหรอกมันก็จะแฮงค์ โดนไวรัสกิน หรือโดนขโมย มันอยู่กับเราไม่นาน อย่างนานที่สุดคือเราใช้มันจนพังคามือแล้วเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน
แต่ท้ายที่สุด คือมันก็ต้องพัง เพียงแต่ช้ากับเร็ว มันมาช้าก็ไม่เป็นไร แล้วไป
แต่ถ้าหากมันมาเร็วล่ะ ถามว่าเราทำใจได้หรือเปล่า? ปกติแล้วไม่มีใครทำใจได้หรอก มัวแต่ไปโทษไวรัส
โทษโจร โทษสิ่งอื่น แล้วไปแจ้งความก็เลยไปกันใหญ่, ในที่สุดก็มีคนบอกเราว่าให้ทำใจ
เราเลยไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไร เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุจริงๆ มันเกิดจากอะไร
หากเราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เราก็จะทำใจแบบไปเรื่อยเปื่อย เช่น คิดเสียว่าให้หมามันกิน, คิดซะว่าแม่มันตาย
อาจจะเป็นกรรมเก่า, ฯลฯ
เพราะจริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้ว มันคือกฏธรรมชาติ กฎที่เป็นจริงๆ ของโลก ว่ามันมา เดี๋ยวมันก็ไป
มันจะอยู่ตรงข้ามกันเสมอ คำฮิตในกลุ่มผู้ปฏิบัติ คือ มีเกิด มีดับ
ไม่มีชีวิตใครที่มีแต่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เดี๋ยวมันก็ดีเอง, เดี๋ยวก็ฝันร้าย เดี๋ยวก็ฝันดี, เดี๋ยวก็ซวย เดี๋ยวก็มีโชค ในสูตรคณิตศาสตร์เอง ก็ยังมี คูณ ตรงข้ามกับ หาร, บวกตรงข้ามกับลบ เพลงนี้ถึงชัดเจนในสัจธรรมว่า “ชีวิตที่ผ่านพบมีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม...กำลังใจ” เพราะชีวิตมันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ให้คงคุณค่าของกำลังใจไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง
ชีวิตผม 75% ที่อิงอยู่กับอินเตอร์เนต ตอนนี้ผมเริ่มปิดคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว
เพื่อปรับตัวเองให้เข้าสู่จุดสมดุลย์ ไม่พึ่งพิงมากเกินไป เพราะรู้ว่า พอมันเจ๊งเมื่อไหร่
เราจะเจ๊งไปกับมันด้วย อินเตอร์เนตล่มเพียงแค่หนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งเป็นวันหนึ่งที่ทุกข์ทรมานใจสาหัส
ทำให้ผมค้นพบสัจธรรมข้อนี้ แล้วก็เริ่มที่จะปิดมันเมื่อไม่จำเป็น
ยังพบด้วยว่า การดำรงตนแบบสมถะที่สุด จะทำให้เราพบความสุขได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องซื้อหา
เมื่อเราหัดกินอาหารที่ไม่อร่อยจนเคยชินแล้ว, ต่อให้อาหารไม่อร่อยแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้
ตรงกันข้าม แม้อาหารอร่อย ก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจว่า เราจะต้องดิ้นรนเพื่อหามันมากินจนได้
เราจะพบอยู่เนืองๆ ว่า เพื่อนเราเดินทางข้ามจังหวัดเพียงเพื่อไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดขึ้นชื่อแล้วก็กลับ
ไกลก็ไกล แพงก็แพง แต่ก็ต้องดิ้นรน เพราะเป็นความสุขที่หาได้ยาก
เป็นความสุขที่แบบต้องดิ้นรน, ต้องดิ้นพล่านเอาถึงจะได้ แล้วก็โหยหาอยู่ร่ำไป ไม่เคยพอ
แต่ความสุขที่ไม่ต้องดิ้นรนเลย คือ กินอะไรก็ได้ ไม่เห็นเดือดร้อน ถึงต้องเข้าใจสาระของการกินไง ว่า
มันคือการกินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ และสารอาหารครบก็พอแล้ว
การกินข้าวมื้อเดียว ทำให้ผมค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ ว่าจริงๆ แล้วคนเราบริโภคน้อยมาก
เรากินเพื่ออยู่จริงๆ, บางวันผมก็ไม่กินข้าวเลย หากไม่หิว ก็ไม่กิน คิดเสียว่าเป็นการทำดีท๊อกล้างพิษลำไส้
แล้ววันหนึ่งผมก็พบว่า ต่อให้ร้านอาหารหรูแค่ไหน ที่เราเคยมองว่าน่ากินแค่ไหน ณ วันนี้ ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเราเลย กลับเห็นแล้วรำคาญตามากกว่า รู้สึกว่าคนเราบริโภคเกินความจำเป็น
แล้วเราก็จะพบจริงๆ ว่าความหิว เป็นเหมือนโรคๆ หนึ่ง ที่รักษาได้ด้วยอาหาร
เราจึงเคยได้ยินคำว่า “กินเป็นยา” และพระพุทธพจน์ก็ยังเอ่ยด้วยว่า “ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง”
ให้มองเรื่องความหิว เป็นเรื่องของโรค บำบัดได้ด้วยอาหาร แค่เป็นยาแก้หิวพอ
ผมจึงพบว่า ความหิว เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรำคาญตัวเอง บางวันก็เลยไม่กินข้าวเสียเลย
การดำรงตนแบบติดดิน จะทำให้เราเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งชัดเจนขึ้น ในสิ่งที่เป็นด้านตรงข้าม เสมอ
นั่นคือสูตรของกลุ่มอโศก ที่ดำรงตนแบบคนจน อยู่อย่างคนจน
แล้วจะพบว่าความสุขนั้นหาง่ายมาก พบได้ทั่วไปตามท้องถนน ป้ายรถเมล์ ท้องไร่ท้องนา
ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวยเข้าห้าง นั่งร้านสตาร์บั๊ก แล้วหากไปสถานที่เช่นนั้น
คนปกติทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นความสุข
แต่หากเราไปนั่งแบบเขาบ้าง เราจะพบว่าเราอาจสุขกว่าเขาถึงสองเท่า, ในทางตรงกันข้าม หากเขาต้องมานั่งข้างถนน เขาจะพบว่าเขาเป็นทุกข์ แต่เรากลับยังสุขอยู่ นี่คือคุณค่าของการดำรงแบบสมถะ
Thursday, 20 December 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment