Tuesday, 25 September 2007
วิธีการลงทะเบียนเรียน
Monday, 24 September 2007
เปิดเทอมแล้ว
เป็นวันแรกของการเปิดเทอม ที่เรียกว่า Miserable Monday คือวันจันทร์แห่งความทรมาน
คำนี้ผมไม่ได้ตั้งเอง แต่มันมาจาก ทีวีช่องพยากรณ์อากาศ ที่ผู้ประกาศข่าว ยืนท่ามกลางสายฝน
บอกว่าวันนี้ ฝนตกลมแรงทั้งวัน อุณหภูมิจะลดลง 6-9 องศา
ผมเดินออกจากบ้านก็เข้าใจทันทีว่ามันทรมานอย่างไร อากาศเย็นมาก ปวดนิ้วมือ
สักพักแดดออก
ความยุ่งยากมันถาโถมเข้ามาพอให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้สบายเสมอไป
ผมหาห้องเรียนไม่เจอ เพราะว่าตารางเรียนที่เตรียมไว้มันหายไปไหนไม่รู้
แต่นั่น ก็ยังไม่เท่า เวลาอาจารย์พูด เขาคงคิดว่าเราเติบโตมาจากถิ่นที่พูดอังกฤษ
ผมเรียนกับฝรั่งหัวแดงเป็นส่วนมาก พวกแขกหายไปไหนหมด
เหมือนเราหลงมาอยู่ในที่ๆ ไม่ใช่ถิ่นเรา
ที่อาคารกิจกรรมเต็มไปด้วยนักเรียน ที่หาทางไปของตนเอง
บางคนไม่รู้ก็มาถามเรา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมเหมือนกับกลับมาเป็นเด็ก แบกเป้ไปโรงเรียนใหม่
เหมือนเวลาย้อนคืนได้ แต่ความจริงมันเป็นเพียงแค่ความรู้สึก
นี่เป็นอาคาร Law and Social Science ที่อาคารเรียนหลัก
คำนี้ผมไม่ได้ตั้งเอง แต่มันมาจาก ทีวีช่องพยากรณ์อากาศ ที่ผู้ประกาศข่าว ยืนท่ามกลางสายฝน
บอกว่าวันนี้ ฝนตกลมแรงทั้งวัน อุณหภูมิจะลดลง 6-9 องศา
ผมเดินออกจากบ้านก็เข้าใจทันทีว่ามันทรมานอย่างไร อากาศเย็นมาก ปวดนิ้วมือ
สักพักแดดออก
ความยุ่งยากมันถาโถมเข้ามาพอให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้สบายเสมอไป
ผมหาห้องเรียนไม่เจอ เพราะว่าตารางเรียนที่เตรียมไว้มันหายไปไหนไม่รู้
แต่นั่น ก็ยังไม่เท่า เวลาอาจารย์พูด เขาคงคิดว่าเราเติบโตมาจากถิ่นที่พูดอังกฤษ
ผมเรียนกับฝรั่งหัวแดงเป็นส่วนมาก พวกแขกหายไปไหนหมด
เหมือนเราหลงมาอยู่ในที่ๆ ไม่ใช่ถิ่นเรา
ที่อาคารกิจกรรมเต็มไปด้วยนักเรียน ที่หาทางไปของตนเอง
บางคนไม่รู้ก็มาถามเรา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมเหมือนกับกลับมาเป็นเด็ก แบกเป้ไปโรงเรียนใหม่
เหมือนเวลาย้อนคืนได้ แต่ความจริงมันเป็นเพียงแค่ความรู้สึก
นี่เป็นอาคาร Law and Social Science ที่อาคารเรียนหลัก
Saturday, 22 September 2007
สบายหรือลำบาก
เท้า ดูเหมือนจะเป็นวิธีการหลักในการเดินทาง วันแรกผมเดินจนปวดเท้า ขาและไหล่
(ปวดไหล่เพราะว่าแบกเป้)
ความสบายเกินไปในเมืองไทย ไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถ ทำให้เราอ่อนแอ ทั้งใจและร่างกาย
ระยะทางที่ไกลมาก เนื่องจากมหา'ลัย พื้นที่ใหญ่ ที่ผมบอกว่าไกลนักหนา
เพื่อนที่นี่เขาบอกว่าใกล้นิดเดียว
ผ่านมาสองสามวัน ผมรู้สึกได้ว่าขาเราแข็งแรงขึ้น แรงใจที่จะเดินก็มากขึ้นด้วย
ทำให้รู้สึกว่าระยะทางที่เคยไกล มันไม่ได้ไกลอย่างที่คิด
สิ่งที่ไกลกับใกล้ จริงๆ อยู่ที่ระบบการคิดของเรานี่เอง
อาหาร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เรื่องและทั้งแพง ในความคิดเรา
แต่มันก็กระตุ้นให้ผมได้คิดว่า คนเราก็แค่กิน
(ปวดไหล่เพราะว่าแบกเป้)
ความสบายเกินไปในเมืองไทย ไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถ ทำให้เราอ่อนแอ ทั้งใจและร่างกาย
ระยะทางที่ไกลมาก เนื่องจากมหา'ลัย พื้นที่ใหญ่ ที่ผมบอกว่าไกลนักหนา
เพื่อนที่นี่เขาบอกว่าใกล้นิดเดียว
ผ่านมาสองสามวัน ผมรู้สึกได้ว่าขาเราแข็งแรงขึ้น แรงใจที่จะเดินก็มากขึ้นด้วย
ทำให้รู้สึกว่าระยะทางที่เคยไกล มันไม่ได้ไกลอย่างที่คิด
สิ่งที่ไกลกับใกล้ จริงๆ อยู่ที่ระบบการคิดของเรานี่เอง
อาหาร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เรื่องและทั้งแพง ในความคิดเรา
แต่มันก็กระตุ้นให้ผมได้คิดว่า คนเราก็แค่กิน
20 กว่าปีผ่านไป
เวลาผ่านไป เหมือนหนึ่งพริบตา ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปด้วย ผมได้มีโอกาสมาเรียนอยู่อีกตึกหนึ่ง อีกซีกโลกหนึ่ง สองสถานที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
จริงๆ แล้วตึกมันก็ยังคงอยู่เป็นตึก
แต่สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่ตึก แต่กลับเป็นเรา
เรากลับมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นกะเหรี่ยงอยู่ต่างถิ่น
แต่ไม่ลืมว่าเรานี้...มีที่มา
Friday, 21 September 2007
วันแรกใน Nottingham
การเดินทางมาอังกฤษครั้งแรกในชีวิต ไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นเลย
ผมกำลังสืบค้นดูว่าเหตุใด เราไม่มีความตื่นตาตื่นใจอะไรเลย
ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยมา
ผมอาจเคยมาเมื่อชาติไหนๆ แล้วต้องมาทำอะไรสักอย่างไว้
รัฐบาลอังกฤษถึงต้องมาจ่ายเงินนับล้านเพื่อให้ผมมาในชาตินี้
บรรยากาศของสนามบิน Heathrow Airport
ดูคึกคัก คราคร่ำไปด้วยนักเรียนที่มาแสวงหาความรู้และผลาญเงินพ่อแม่
โดยเฉพาะ Terminal 3 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เดินทางมาจากตะวันออกใกล้
แนวแขก อินเดีย ปากีสถาน
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมรถมหาวิทยาลัยจึงมารับที่ Terminal 3
เพราะฐานลูกค้าใหญ่ต่างชาติเป็นแขก ถึง 75-80%
ส่วน Terminal 4 ที่ผมลงนั้น ก็เป็นพวกที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่ค่อยจะมีมาเรียนเท่าไหร่ ผมจึงต้องทุลักทุเลหาทางจาก Terminal 4
มาที่ Terminal 3 ซึ่งก็เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรคบ้างพองาม
น็อตติงแฮม เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ สวยงาม น่าอยู่
นั่นคือสิ่งที่เห็นเท่าที่รถบัสพาขับผ่าน แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายในความสวยงาม
มหาวิทยาลัยใหญ่มาก แลดูอลังการ โรแมนติกเหมือนบรรยากาศเมืองนอกที่แท้จริง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงอย่างมาก คือ ไม่มีตู้โทรศัพท์ หรือไม่ก็หายากมาก
ผมทุกข์ทรมานใจมากกับการติดต่อสื่อสารที่ทำไม่ได้เลย
เพราะนั่นหมายถึง ผมกำลังทำให้ผู้คนข้างหลังที่เราจากมาให้เขาทุกข์ทรมานใจด้วยเช่นกัน
เพียงแค่จะบอกว่า มาถึงแล้ว สบายดี แค่นี้ก็คงโล่งใจ
ระบบอินเตอร์เนต ที่ยังดูเป็นปัญหา เข้ารหัสไม่ได้
ตู้โทรศัพท์ที่หาแทบไม่ได้เลย และต้องมีเหรียญถึงจะโทรได้
ผมจะหาแลกเหรียญได้ที่ไหน ในเมื่อร้านค้าที่นี่ 5 โมงเย็นก็ปิดแล้ว
นี่ถ้าผมเอาร้านเซเว่นฯ มาเปิดที่นี่คงรวยตายไปแล้ว
ทั้งวันผมเดินขาลากอยู่นับสิบกิโลเมตร เพียงเพื่อหาช่องทางสื่อสาร
แต่แล้วก็จนปัญญา เมื่อสังเกตดูก็จะพบว่าผู้คนท้องถิ่นไม่พึ่งพาโทรศัพท์ตู้
แต่จะมีโทรศัพท์มือถือกันเป็นหลัก นี่มันไม่ใช่วันที่ผมจะมีโทรศัพท์มือถือ
ผมเดินไปคนเดียวท่ามกลางความมืดและอากาศหนาวเย็นเพื่อจะหวังพึ่งพา
ซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ ที่น่าจะมีสิ่งของทุกชนิดขาย
ผมหวังว่า อย่างน้อยที่สุดการ์ดโทรศัพท์ต่างประเทศก็จะต้องมีขายที่นั่น
ผมเดินไกลมาก มืดและหนาว แบกเป้คอมพิวเตอร์ไปด้วยอย่างหนัก
พร้อมกับความหวังเต็มเปี่ยม แต่ความหวังนั่น
ก็พังทลายลง เพราะเขาบอกว่าไม่มีขาย ไม่มีร้านไหนเปิดอีกแล้ว
เวลาเพียงแค่สองทุ่ม บ้านเรายังคงคึกคักกันอยู่เลย แต่สองทุ่มของที่นี่
ดูเหมือนจะเป็นเวลาส่วนตัว ที่ไม่มีใครยอมออกนอกบ้านหรือเปิดร้าน
สองทุ่ม ก็เท่ากับตีสอง ที่เมืองไทยเขาอาจหลับกันหมดแล้ว
แต่ก็คงหลับไม่เป็นสุข ผมทำให้เขาเป็นทุกข์ ดูเหมือนว่า
หากเราทำให้ใครเป็นทุกข์ เราจะทุกข์ใจมากกว่า ก็เช่นเดียวกับ
หากเราทำให้ใครเป็นสุข เราก็จะสุขใจมากกว่า
ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วและล้มตัวลงนอน
อย่างอ่อนเพลียที่สุด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่นี้ น้ำหนักคงลด, ร่างกายแข็งแรงขึ้นและรอบคอบมากขึ้น
เพราะการเดินทางเป็นหลัก คือการเดิน ในขณะที่มหาวิทยาลัยกว้างใหญ่มาก
หากออกจากห้องพักแล้วลืมอะไรสักอย่าง อาจหมายถึงนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
ก่อนจะออกไปข้างนอก จึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าลืมอะไรหรือไม่
อากาศหนาวเหน็บ
ไม่มีฝนตกอย่างคำล่ำลือ ท้องฟ้าโปร่งมีแดดเล็กน้อยพองาม
เนื่องจากนักเรียนต่างชาติมาเยอะมาก ระบบ Welcome Program
จึงกำหนดมาให้ ส่วนใครอยากทำอะไร อยากเข้าร่วมหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสมัครใจ
เหมือนกับเปิดประตู ชี้ช่องไว้ให้ จัดเตรียมไว้ให้ จะไปหรือไม่ ก็อยู่ที่เรา
ถ้าไป เราก็ได้ แต่ถ้าอุดอู้ขี้เกียจ ก็ไม่ได้อะไร นอกจากการได้ตามใจตัวเอง
อยู่ที่นี่ ไม่มีใครมาบังคับว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพียงแต่เขากำหนดเป้าหมายไว้ให้
เรามีหน้าที่ขวนขวย หาทางเดินไปสู่เป้าหมายด้วยตัวเอง
ไม่มีใครมาคอยเทคแคร์ ตามประคบประหงม ตรวจเช็คชื่อ เพราะทั้งหมด
โฟกัสมาที่จุดเดียว คือตัวเราเอง เดินไปข้างหน้าด้วยพลังและความอยากรู้ของตัวเอง
ผมกำลังสืบค้นดูว่าเหตุใด เราไม่มีความตื่นตาตื่นใจอะไรเลย
ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยมา
ผมอาจเคยมาเมื่อชาติไหนๆ แล้วต้องมาทำอะไรสักอย่างไว้
รัฐบาลอังกฤษถึงต้องมาจ่ายเงินนับล้านเพื่อให้ผมมาในชาตินี้
บรรยากาศของสนามบิน Heathrow Airport
ดูคึกคัก คราคร่ำไปด้วยนักเรียนที่มาแสวงหาความรู้และผลาญเงินพ่อแม่
โดยเฉพาะ Terminal 3 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เดินทางมาจากตะวันออกใกล้
แนวแขก อินเดีย ปากีสถาน
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมรถมหาวิทยาลัยจึงมารับที่ Terminal 3
เพราะฐานลูกค้าใหญ่ต่างชาติเป็นแขก ถึง 75-80%
ส่วน Terminal 4 ที่ผมลงนั้น ก็เป็นพวกที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งไม่ค่อยจะมีมาเรียนเท่าไหร่ ผมจึงต้องทุลักทุเลหาทางจาก Terminal 4
มาที่ Terminal 3 ซึ่งก็เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรคบ้างพองาม
น็อตติงแฮม เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ สวยงาม น่าอยู่
นั่นคือสิ่งที่เห็นเท่าที่รถบัสพาขับผ่าน แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายในความสวยงาม
มหาวิทยาลัยใหญ่มาก แลดูอลังการ โรแมนติกเหมือนบรรยากาศเมืองนอกที่แท้จริง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมงงอย่างมาก คือ ไม่มีตู้โทรศัพท์ หรือไม่ก็หายากมาก
ผมทุกข์ทรมานใจมากกับการติดต่อสื่อสารที่ทำไม่ได้เลย
เพราะนั่นหมายถึง ผมกำลังทำให้ผู้คนข้างหลังที่เราจากมาให้เขาทุกข์ทรมานใจด้วยเช่นกัน
เพียงแค่จะบอกว่า มาถึงแล้ว สบายดี แค่นี้ก็คงโล่งใจ
ระบบอินเตอร์เนต ที่ยังดูเป็นปัญหา เข้ารหัสไม่ได้
ตู้โทรศัพท์ที่หาแทบไม่ได้เลย และต้องมีเหรียญถึงจะโทรได้
ผมจะหาแลกเหรียญได้ที่ไหน ในเมื่อร้านค้าที่นี่ 5 โมงเย็นก็ปิดแล้ว
นี่ถ้าผมเอาร้านเซเว่นฯ มาเปิดที่นี่คงรวยตายไปแล้ว
ทั้งวันผมเดินขาลากอยู่นับสิบกิโลเมตร เพียงเพื่อหาช่องทางสื่อสาร
แต่แล้วก็จนปัญญา เมื่อสังเกตดูก็จะพบว่าผู้คนท้องถิ่นไม่พึ่งพาโทรศัพท์ตู้
แต่จะมีโทรศัพท์มือถือกันเป็นหลัก นี่มันไม่ใช่วันที่ผมจะมีโทรศัพท์มือถือ
ผมเดินไปคนเดียวท่ามกลางความมืดและอากาศหนาวเย็นเพื่อจะหวังพึ่งพา
ซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ ที่น่าจะมีสิ่งของทุกชนิดขาย
ผมหวังว่า อย่างน้อยที่สุดการ์ดโทรศัพท์ต่างประเทศก็จะต้องมีขายที่นั่น
ผมเดินไกลมาก มืดและหนาว แบกเป้คอมพิวเตอร์ไปด้วยอย่างหนัก
พร้อมกับความหวังเต็มเปี่ยม แต่ความหวังนั่น
ก็พังทลายลง เพราะเขาบอกว่าไม่มีขาย ไม่มีร้านไหนเปิดอีกแล้ว
เวลาเพียงแค่สองทุ่ม บ้านเรายังคงคึกคักกันอยู่เลย แต่สองทุ่มของที่นี่
ดูเหมือนจะเป็นเวลาส่วนตัว ที่ไม่มีใครยอมออกนอกบ้านหรือเปิดร้าน
สองทุ่ม ก็เท่ากับตีสอง ที่เมืองไทยเขาอาจหลับกันหมดแล้ว
แต่ก็คงหลับไม่เป็นสุข ผมทำให้เขาเป็นทุกข์ ดูเหมือนว่า
หากเราทำให้ใครเป็นทุกข์ เราจะทุกข์ใจมากกว่า ก็เช่นเดียวกับ
หากเราทำให้ใครเป็นสุข เราก็จะสุขใจมากกว่า
ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วและล้มตัวลงนอน
อย่างอ่อนเพลียที่สุด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่นี้ น้ำหนักคงลด, ร่างกายแข็งแรงขึ้นและรอบคอบมากขึ้น
เพราะการเดินทางเป็นหลัก คือการเดิน ในขณะที่มหาวิทยาลัยกว้างใหญ่มาก
หากออกจากห้องพักแล้วลืมอะไรสักอย่าง อาจหมายถึงนรกจ่ออยู่ต่อหน้า
ก่อนจะออกไปข้างนอก จึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าลืมอะไรหรือไม่
อากาศหนาวเหน็บ
ไม่มีฝนตกอย่างคำล่ำลือ ท้องฟ้าโปร่งมีแดดเล็กน้อยพองาม
เนื่องจากนักเรียนต่างชาติมาเยอะมาก ระบบ Welcome Program
จึงกำหนดมาให้ ส่วนใครอยากทำอะไร อยากเข้าร่วมหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสมัครใจ
เหมือนกับเปิดประตู ชี้ช่องไว้ให้ จัดเตรียมไว้ให้ จะไปหรือไม่ ก็อยู่ที่เรา
ถ้าไป เราก็ได้ แต่ถ้าอุดอู้ขี้เกียจ ก็ไม่ได้อะไร นอกจากการได้ตามใจตัวเอง
อยู่ที่นี่ ไม่มีใครมาบังคับว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพียงแต่เขากำหนดเป้าหมายไว้ให้
เรามีหน้าที่ขวนขวย หาทางเดินไปสู่เป้าหมายด้วยตัวเอง
ไม่มีใครมาคอยเทคแคร์ ตามประคบประหงม ตรวจเช็คชื่อ เพราะทั้งหมด
โฟกัสมาที่จุดเดียว คือตัวเราเอง เดินไปข้างหน้าด้วยพลังและความอยากรู้ของตัวเอง
ส่งกันไกลพันลี้ ก็ต้องจากกันอยู่ดี
วันเดินทางมักจะเกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นเสมอ
อย่างแรกผมตั้งใจออกจากบ้านเก้าโมงเช้าเก้านาที
เพื่อเอาฤกษ์เอายามเสียหน่อยทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดและทำมาก่อน
หลังจากกราบลาภาพบรรพบุรุษ
กราบแม่ ไหว้พี่ๆ โบกมือลาทุกคนอย่างพิถีพิถันแล้ว
พอจะสตาร์ทรถ ปรากฎว่าสตาร์ทรถไม่ติด เสียฟอร์มอย่างแรง
แบตเตอรี่ดูเหมือนจะมีปัญหา มีวิธีแก้อย่างเดียวคือการเข็น
การเริ่มต้นอย่างทุลักทุเล บ่งบอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
ความแปลกประหลาดอย่างที่สองก็เกิดขึ้นตามมา
ผมขับรถโบกมือลาแม่และพี่ๆ ได้ไม่ทันพ้นโค้งหน้าบ้าน
พี่โมเจ้านายเก่าโทรเข้ามา ให้ผมไปหาที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน
บอกให้ไปเอาพ็อคเก็ตมันนี่ เงินขวัญถุง
ผมรีบโทรบอกแม่ว่า รถเสียเมื่อกี้ดูเหมือนจะเป็นลางที่ดี
ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้
น้องนรินทร์ รุ่นน้อง นรต.มาโบกมือลาส่งผมที่สนามบิน
บอกว่าไม่รู้จะหาอะไรมาฝากดี ก็เลยซื้อหนังสือธรรมะ
ของท่าน ว.วชิรเมธี มาฝากสองเล่ม บอกว่าเอาไว้อ่านตอนนั่งเครื่องบินนานๆ
พอเช็คอินเรียบร้อยแล้ว ดันมาเจอ ท่าน ว.วชิรเมธีนั่งอยู่ใกล้ๆ เรา
เลยไปกราบ ท่านก็ให้พร แล้วเอาหนังสือสองเล่มมาให้ท่านเซ็นต์ให้
ท่านก็เลย เอาด้ายมาผูกข้อมือให้ แล้วก็ให้พรด้วยความเอ็นดู
จากความคิดเล็กๆ ที่แว่บมาว่าหนังสือสองเล่มมันหนักกระเป๋า
ไม่มีที่เก็บ ความคิดผมเปลี่ยนทันที กลายเป็นเก็บอย่างดี
ผมเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุ นี่แสดงว่าเหตุมันดีล่ะซิ
อย่างแรกผมตั้งใจออกจากบ้านเก้าโมงเช้าเก้านาที
เพื่อเอาฤกษ์เอายามเสียหน่อยทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดและทำมาก่อน
หลังจากกราบลาภาพบรรพบุรุษ
กราบแม่ ไหว้พี่ๆ โบกมือลาทุกคนอย่างพิถีพิถันแล้ว
พอจะสตาร์ทรถ ปรากฎว่าสตาร์ทรถไม่ติด เสียฟอร์มอย่างแรง
แบตเตอรี่ดูเหมือนจะมีปัญหา มีวิธีแก้อย่างเดียวคือการเข็น
การเริ่มต้นอย่างทุลักทุเล บ่งบอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
ความแปลกประหลาดอย่างที่สองก็เกิดขึ้นตามมา
ผมขับรถโบกมือลาแม่และพี่ๆ ได้ไม่ทันพ้นโค้งหน้าบ้าน
พี่โมเจ้านายเก่าโทรเข้ามา ให้ผมไปหาที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน
บอกให้ไปเอาพ็อคเก็ตมันนี่ เงินขวัญถุง
ผมรีบโทรบอกแม่ว่า รถเสียเมื่อกี้ดูเหมือนจะเป็นลางที่ดี
ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้
น้องนรินทร์ รุ่นน้อง นรต.มาโบกมือลาส่งผมที่สนามบิน
บอกว่าไม่รู้จะหาอะไรมาฝากดี ก็เลยซื้อหนังสือธรรมะ
ของท่าน ว.วชิรเมธี มาฝากสองเล่ม บอกว่าเอาไว้อ่านตอนนั่งเครื่องบินนานๆ
พอเช็คอินเรียบร้อยแล้ว ดันมาเจอ ท่าน ว.วชิรเมธีนั่งอยู่ใกล้ๆ เรา
เลยไปกราบ ท่านก็ให้พร แล้วเอาหนังสือสองเล่มมาให้ท่านเซ็นต์ให้
ท่านก็เลย เอาด้ายมาผูกข้อมือให้ แล้วก็ให้พรด้วยความเอ็นดู
จากความคิดเล็กๆ ที่แว่บมาว่าหนังสือสองเล่มมันหนักกระเป๋า
ไม่มีที่เก็บ ความคิดผมเปลี่ยนทันที กลายเป็นเก็บอย่างดี
ผมเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุ นี่แสดงว่าเหตุมันดีล่ะซิ
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แล้วรถยนต์ที่ผมใช้ก็แผลงฤทธิ์อีก
ผมจอดทิ้งไว้ที่สนามบินให้ลูกน้องมาเอาไป ตอนขึ้นเครื่องแล้ว
จอดไว้เพียงแค่ชั่วโมงเศษๆ รถสตาร์ทไม่ติดอีกแล้ว
ทั้งๆ ที่ตอนกลางวันผมใช้มันโดยตลอดก็ไม่เกิดปัญหา
แต่ในใจลึกๆ ก็ยังแอบลุ้นอยู่กลัวมันจะทรยศ
ขอบคุณดวงที่ยังเข้าข้างในยามคับขัน
อีกอย่างหนึ่ง ที่น่าสังเกต
พอใกล้ที่ผมจะออกเดินทาง
สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็จะพากันพัง เพื่อให้พร้อมกับ
ช่วงเวลาที่ผมกำลังจะไป
เช่นไฟในห้องน้ำเสีย, ชักโครกพัง, แบตเตอรี่รถมีปัญหา
แม้กระทั่งเครื่องบินสายการบิน วันทูโก ที่ภูเก็ตยังพังตอนลงรันเวย์
มีคนตายไปเกือบร้อย เหตุการณ์ที่ห่างเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ก่อนที่ผมจะเดินทางด้วยสายการบินเดียวกัน
ทำให้เราฉุกคิดทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน ในขณะที่เครื่องทะยานอยู่บนฟ้า
ผมรู้สึกชีวิตแขวนโตงเตงอย่างไรไม่รู้
คนเราตายง่าย ตายได้เพียงแค่พริบตา ไม่ว่าจะร่ำรวย ยิ่งใหญ่มาจากไหน
การเดินทางจริงในวันถัดมาทำให้ผมตระหนักว่า
จะทำสรรพสิ่งใดๆ ก็ตาม ล้วนมีอุปสรรค
แม้กระทั่งเรื่องสำคัญอย่างกระเป๋า เอาไปได้กี่ใบ จะใส่อะไรไปบ้าง
หากไม่ถูกต้องจะต้องโยนทิ้งที่สนามบินหรือไม่
กระเป๋าเดินทางมันเช็คอินได้แค่ใบเดียว ในขณะที่ผมเตรียมไปสองใบ
เพราะได้โทรเช็คกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ว่าได้สองใบ
เมื่อไปถึงสนามบิน จึงถูกยืนยันว่าเป็นใบเดียว
นั่นเป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากความผิดพลาดที่แม้เราไม่ได้ผิดพลาด
แต่ก็ยังมีคนที่พร้อมจะผิดพลาดเพื่อให้เราเดือดร้อนได้เสมอ
จำไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดราบรื่นเสมอ
แต่ในความซวย ก็ยังมีความโชคดีซ่อนเร้นกันอยู่
ทำให้ผมนึกถึงเครื่องหมายของนิกายเซ็น ที่เกาหลีใต้นำมาเป็นสัญลักษณ์ธงชาติ
ด้วยความหมายว่า ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำเกี่ยวพันกันอยู่
สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่นั่ง 29A เป็นที่นั่งที่ดีที่สุด
เพราะมีช่องเล็กๆ ไม่คับแคบ ดูเป็นส่วนตัว เข้าออกง่าย ติดหน้าต่าง
ผมได้ที่นั่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นอนหลับยาวแปดชั่วโมงบนเครื่อง
โดยไม่มีตื่นมาพักกลางครัน
การอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ผมไม่พะวงหน้า
ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ไม่มีความตื่นเต้นเลย
ผิดปกติมาก จริงๆ แล้วควรจะมีความตื่นเต้นสักนิดหน่อยพอเป็นพิธีก็ยังดี
แต่ปรากฎว่า เปล่าเลย การเดินทางครั้งนี้ผมห่วงหลังมากกว่า
ห่วงครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนผองคนรักต่างๆ ที่เราทอดทิ้งเขามา
ความกังวลเหล่านี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความเป็นจริง
อย่างน้อยที่สุดเมื่อเดินทางมาถึง ก็จะต้องปรับนาฬิกาให้ตรงกับเวลาท้องถิ่น
เราจะต้องวางอดีตคือเวลาประเทศไทย เพื่อยอมรับเวลาในความเป็นจริงที่อังกฤษ
อาหารที่กินบนเครื่อง ก็เริ่มแปลกแตกต่างจากความเคยชิน
การอยู่กับปัจจุบันคือการยอมรับสิ่งที่เป็น ณ เวลานั้น
ผมไม่ได้เดือดร้อนว่ารสชาดมันแปลก กินไม่ได้ ไม่อร่อย
แต่เรายอมรับว่า มันเป็นอาหารท้องถิ่นอีกถิ่นหนึ่งที่เขากินกัน
หากเราไม่ยอมรับ ติดอยู่กับรสชาดไทยๆ เราก็จะเดือดร้อน
ความทรงจำนี้ เปรียบเหมือนกรงขัง ไม่เป็นอิสระ เป็นทุกข์
เดือดร้อนง่าย จนกระทั่งผมมาเจอหนังสือเล่มหนึ่งของกฤษณะ มูรติ
ชื่อเรื่อง ความรู้คือกรงขัง
แม้ไม่ได้เปิดอ่าน แต่ก็เข้าใจในทันที ว่ามันเป็นกรงอย่างไร
สาระของการเดินทางครั้งนี้ จึงอยู่ที่การยอมรับความจริงและชื่นชมกับสิ่งที่เป็น
สู่โลกกว้าง เราจะต้องไปรบกับความสามารถของเราเอง ไม่ใช่ศรัตรูที่ไหนเลย
คือตัวเราเอง
Pre-departure
การเตรียมตัวก่อนเดินทาง Pre-departure
ที่บริติชเคาซิล จัดงาน Pre-departure
เกี่ยวกับการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศให้กับเราทั้ง 6
ทั้งมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่เราจะไปเรียนด้วย ก็จะบอกวิธีการเตรียมตัวให้เราด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
สิ่งที่ผมเห็นและได้รับการอบรม คือการเตรียมภายนอก
พาสปอร์ต, วีซ่า, เอกสารการตรวจโรค การเตรียมดำรงชีพฯลฯ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครบอก คือการเตรียมใจ
เราจะทำใจอย่างไร เมื่อเราจะพลัดพรากจากทุกสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้
เราต้องพลัดพรากจากครอบครัว คนรัก เพื่อนพี่น้อง สิ่งของ รถยนต์
ที่เคยอยู่ เคยกิน เคยไป ที่ทำงาน บ้าน
เราต้องสละจากทุกๆ สิ่ง ที่เราเข้าไปผูกไว้ทั้งหมด
ด้วยวิธีการเดินทางจากไป ก็เหมือนกับการสลัดเหวี่ยงอย่างแรง
แน่นอนว่า มันต้องมีการเจ็บปวดเสมอ
สำหรับคนเดินทาง มีเรื่องให้คิดมากมาย ทั้งเหลียวหลังแลหน้า
การพลัดพรากเป็นเพียงซับเซ็ตย่อยของเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด
คนกำลังจะไป มีวิธีคิดต่างกันกับคนที่อยู่
คนที่ไปมีเรื่องในหัวให้คิดไม่ต่ำกว่าสิบประการ
แต่คนที่อยู่ มีเพียงเรื่องเดียว คือสิ่งหนึ่งในชีวิตหายไป
คนที่อยู่เพื่อร่ำลา จึงเศร้ามาก เพราะกระบวนการคิดพุ่งเน้นไปเรื่องเดียว
แต่คนที่จะไป มีเรื่องให้คิดหลายเรื่องไม่ทันได้เศร้ามากเท่าใดนัก
เพราะมัวแต่กังวลกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่หมายปลายทาง การเผชิญสิ่งใหม่
จึงดูเหมือนโศกเศร้าน้อยกว่า เพราะอยู่กับปัญหามากกว่า
ในอีกทางหนึ่ง คือได้อยู่กับปัจจุบันมากกว่า
แต่หากคิดโดยตรรกะแล้ว คนจะไปซิควรเศร้ากว่าหลายสิบเท่า
คนไป จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักทั้งหมด มีคนรักก็ต้องพรากคนรัก
มีพ่อแม่ก็ต้องจากพ่อแม่ รู้จักใครอีกสิบคน ก็จะต้องโศกเศร้าอีกสิบครั้ง
มีรักร้อย ก็ต้องทุกข์ร้อย
ชีวิตผมเองก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องจากบ้านไปไกลเป็นระยะเวลานาน
ผมจากบ้านไปเรียนในบางกอกตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น จนเป็นผู้ใหญ่
กว่าแปดปี จึงได้ย้อนกลับมา
ผมเคยไปทำงานต่างประเทศมาเป็นปี
แต่การพลัดพรากนั้น เราไม่คุ้นเคยกับมันเสียที
การโทรศัพท์ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่คล้ายกับการกินยาพาราแก้ปวดไปพลางๆ
จริงๆ แล้วเราจะต้องเผชิญหน้ากับการพลัดพรากตลอดชีวิตอยู่แล้ว
อย่างไรเสีย เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างท้าทาย เพราะมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนเสกให้เราอยู่กับสิ่งที่เรารักได้ตลอดไป
แล้ววันหนึ่ง เราก็ต้องตระหนักด้วยว่า เราก็ต้องจากร่างกายนี้ไปด้วย
แม้ในท้ายที่สุดของชีวิต เราก็ยังไม่หนีพ้นการพลัดพราก
ที่บริติชเคาซิล จัดงาน Pre-departure
เกี่ยวกับการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศให้กับเราทั้ง 6
ทั้งมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่เราจะไปเรียนด้วย ก็จะบอกวิธีการเตรียมตัวให้เราด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
สิ่งที่ผมเห็นและได้รับการอบรม คือการเตรียมภายนอก
พาสปอร์ต, วีซ่า, เอกสารการตรวจโรค การเตรียมดำรงชีพฯลฯ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครบอก คือการเตรียมใจ
เราจะทำใจอย่างไร เมื่อเราจะพลัดพรากจากทุกสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้
เราต้องพลัดพรากจากครอบครัว คนรัก เพื่อนพี่น้อง สิ่งของ รถยนต์
ที่เคยอยู่ เคยกิน เคยไป ที่ทำงาน บ้าน
เราต้องสละจากทุกๆ สิ่ง ที่เราเข้าไปผูกไว้ทั้งหมด
ด้วยวิธีการเดินทางจากไป ก็เหมือนกับการสลัดเหวี่ยงอย่างแรง
แน่นอนว่า มันต้องมีการเจ็บปวดเสมอ
สำหรับคนเดินทาง มีเรื่องให้คิดมากมาย ทั้งเหลียวหลังแลหน้า
การพลัดพรากเป็นเพียงซับเซ็ตย่อยของเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด
คนกำลังจะไป มีวิธีคิดต่างกันกับคนที่อยู่
คนที่ไปมีเรื่องในหัวให้คิดไม่ต่ำกว่าสิบประการ
แต่คนที่อยู่ มีเพียงเรื่องเดียว คือสิ่งหนึ่งในชีวิตหายไป
คนที่อยู่เพื่อร่ำลา จึงเศร้ามาก เพราะกระบวนการคิดพุ่งเน้นไปเรื่องเดียว
แต่คนที่จะไป มีเรื่องให้คิดหลายเรื่องไม่ทันได้เศร้ามากเท่าใดนัก
เพราะมัวแต่กังวลกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่หมายปลายทาง การเผชิญสิ่งใหม่
จึงดูเหมือนโศกเศร้าน้อยกว่า เพราะอยู่กับปัญหามากกว่า
ในอีกทางหนึ่ง คือได้อยู่กับปัจจุบันมากกว่า
แต่หากคิดโดยตรรกะแล้ว คนจะไปซิควรเศร้ากว่าหลายสิบเท่า
คนไป จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักทั้งหมด มีคนรักก็ต้องพรากคนรัก
มีพ่อแม่ก็ต้องจากพ่อแม่ รู้จักใครอีกสิบคน ก็จะต้องโศกเศร้าอีกสิบครั้ง
มีรักร้อย ก็ต้องทุกข์ร้อย
ชีวิตผมเองก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องจากบ้านไปไกลเป็นระยะเวลานาน
ผมจากบ้านไปเรียนในบางกอกตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น จนเป็นผู้ใหญ่
กว่าแปดปี จึงได้ย้อนกลับมา
ผมเคยไปทำงานต่างประเทศมาเป็นปี
แต่การพลัดพรากนั้น เราไม่คุ้นเคยกับมันเสียที
การโทรศัพท์ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่คล้ายกับการกินยาพาราแก้ปวดไปพลางๆ
จริงๆ แล้วเราจะต้องเผชิญหน้ากับการพลัดพรากตลอดชีวิตอยู่แล้ว
อย่างไรเสีย เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างท้าทาย เพราะมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนเสกให้เราอยู่กับสิ่งที่เรารักได้ตลอดไป
แล้ววันหนึ่ง เราก็ต้องตระหนักด้วยว่า เราก็ต้องจากร่างกายนี้ไปด้วย
แม้ในท้ายที่สุดของชีวิต เราก็ยังไม่หนีพ้นการพลัดพราก
Subscribe to:
Posts (Atom)
