ณ วันนี้ ผมกลับมาตั้งคำถามตนเองว่า การศึกษามีคุณค่าจริงหรือเปล่า เรารู้มากขึ้นแต่คุณภาพจิตแย่ลงไปด้วยหรือเปล่า?
ยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งรู้ลึกขึ้น แต่กลับยิ่งแคบลงไหม?
แคบทั้งสาขาที่เรียน รวมถึงจิตใจก็คับแคบลงไปด้วย
ณ วันนี้ การเรียนสูงขึ้น กลับทำให้คนลำพองมากขึ้น นึกว่าเก่งกว่าคนอื่น นึกว่ากูเก่งมากขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้น่ากลัว เพราะมันมองไม่เห็น ไม่มีใครกล้าบอก เพราะว่าท่านเป็นถึงด็อกเตอร์แล้ว ไม่มีใครกล้ามาตำหนิ หากใครมาตำหนิ อาจจะโดนท่านสวนกลับได้ แล้วคนทั่วๆ ไปก็ฟังท่านเสียด้วย เพราะคำว่าด๊อกเตอร์มันรับประกันคุณภาพอยู่ ระบอบการเรียนในวันนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขัน เอาชนะกัน, เพื่อให้ได้ปริญญา, เพื่อให้คนยกย่อง เพื่อทำให้คนลำพองในตัวเองมากขึ้น จนความเห็นใจผู้อื่นด้อยลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ยิ่งเรียนสูง ยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ทำงานต่ำๆ ไม่ได้ รังเกียจความยากจน คิดแต่จะเอาให้ตัวเองรอด เราได้คนที่มีปริญญามาใบหนึ่ง แต่เราก็สูญเสียคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีย์ไปด้วยอีกคนหนึ่งเช่นกัน แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาในโรงเรียนมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? เพื่อทำให้คนเป็นคน หรือเพื่อทำให้คนสูญเสียความเป็นคนมากขึ้น ณ วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างคร่ำครวญหาสภาพสังคมในอดีต สังคมชนบท ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น โอบอ้อมอารีย์แบ่งปัน สิ่งเหล่านี้หายไปไหนหมด ในขณะที่เราได้ความเจริญทางด้านวัตถุมาแทน ได้บัณฑิตเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วก็ได้การแก่งแย่งชิงดีกัน, อาชญากรรมซับซ้อนขึ้นในสังคมตามไปด้วย นี่เป็นคุณค่าของการศึกษาหรือไม่?
ผมอาบน้ำไปแล้วก็ผุดคิดขึ้นมาว่า เจอสมการใหม่ "ความเจริญทางด้านวัตถุ แปรผกผันกับความเจริญทางด้านจิตใจคน" หรือแปลว่า อยากรู้ว่าบ้านไหนเมืองไหนคุณภาพจิตใจของคนห่วยแตก ให้ดูความเจริญของเมืองนั้น ยิ่งเจริญมาก มีแสงสีมาก, แฟชั่น, โฆษณา, ห้างสรรพสินค้า, รถรา ความเจริญภายนอกทั้งหลาย บ่งบอกถึงความเสื่อมภายใน ลองเอาสมการนี้ตั้ง แล้วสังเกตุดูเอาเอง จะรู้ว่าจริงหรือไม่ เอาง่ายๆ คือกรุงเทพฯ คนขึ้นรถไฟฟ้าต่างเห็นกันเป็นคนแปลกหน้า เราลองยิ้มให้ใครสักคนดู, เขาจะมองว่าเราบ้าหรือแปลกทันที สังคมญี่ปุ่นยิ่งน่ากลัว ญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลมากทั้งเทคโนโลยี แสงสี, แต่ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่โคตรพี่บิ๊กเรียกพ่อ คดีอาชญากรรมที่ฟังแล้วรับไม่ได้แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น, นั่นคือ การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นแฟชั่น, โฆษณาทางเน็ต จ้างคนมาฆ่าพ่อแม่ตัวเอง, ล่าสุดฆ่าตัดหัวแม่ ถือหัวไปโรงพัก (มาติปิตุฆาต เป็นอนันตริยกรรม คือเลวร้ายสูงสุดรองจากฆ่าพระพุทธเจ้า) สังคมเมกาเองก็ปั่นป่วน เดี๋ยวนี้นักศึกษาต้องพกปืนไปเรียน? มันเป็นบ้ากันไปแล้วเหรอ, สังคมอังกฤษเองก็เด่นในด้านการไม่มีน้ำจิตน้ำใจ ทื่อๆ วันนี้ผมขึ้นรถเมล์ ผู้ชายในอังกฤษแย่งที่นั่งที่ว่างกันกับผู้หญิง, เขาอาจจะเห็นว่าสิทธิสตรี เดี๋ยวนี้เท่าเทียมกันแล้วนิ, ไม่ต้องไปสนใจ...ก็เป็นได้ อันนี้ผมไม่รู้ในใจเขา แต่ภาพการเห็นที่นั่งว่างแล้วรีบแย่งชิง ในขณะที่ผู้หญิงกำลังจะเดินมานั่ง...บางทีมันเป็นการแสดงออกว่าเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ตอนขึ้นรถเมล์ขากลับยิ่งชัดเจน เด็กตัวเล็กๆ พี่น้องกันสองคน อายุประมาณเพิ่งจะเดินได้ ตัวสูงแค่เข่า ขึ้นรถมากับพ่อ แต่รถเมล์มันเต็ม เด็กสองคนนั้นต้องยืนครับ....ไม่มีใครลุกให้นั่ง ไม่มีใครมองว่าผิดปกติ แต่เขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร, หรือเขาอาจจะคิดว่า ฉันก็จ่ายค่ารถเท่ากัน ฉันก็ควรมีสิทธิ์ได้นั่ง หรือเปล่า? จนกระทั่งผ่านไปสักห้านาที จึงมีคนลุกให้นั่ง คนนั้นเป็นคนเอเชีย ที่มาจากประเทศที่ถูกเรียกว่า "ประเทศกำลังพัฒนา"
ณ วันนี้ หัวใจคนหายไปพร้อมๆ กับความเจริญทางด้านวัตถุหรือไม่ มีโจทย์หลายอย่างให้ลองสังเกตุในแต่ละวัน เมื่อไหร่คนเริ่มเห็นว่าสิทธิ์ของตัวเอง (วิถีคิดของฝรั่ง Human rights) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ก็เหมือนส่งสัญญาณอันตรายของสังคมมาถึงแล้ว, เมื่อนั้นการคิดแต่แบบ "ของฉัน" จะเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่มี "เพื่อผู้อื่น" ความเป็นคนของเขาจะหายไปด้วย ถึงเวลานั้นก็....ตัวใครตัวมัน
วิธีการคิดแบบฝรั่ง จะคิดแบบเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง, เอาตัวเองเป็นจุดหมุน เช่นคำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" นั้นเป็นความเข้าใจของเขาเองว่า เขาพัฒนาแล้ว แต่จริงๆ มันพัฒนาเพียงวัตถุ หรือ "ความยากจน" จริงๆ แล้วคนยากจนเอง เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรอกว่าเขายากจน เขาดำรงชีวิตอยู่ของเขาได้, ตอนผมเป็นเด็กยากจน ผมเองก็ไม่เคยคิดว่า นั่นคือความยากจน
การคิดแบบฝรั่งนั้นน่ากลัวตรงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น หากจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนอื่นนั้น ...ไม่มีทาง เขาไม่เคยคิดว่าเขาผิด, เขาไม่เคยคิดมองย้อนดูตัวเองว่าที่ผ่านมามันผิดพลาดอย่างไร แต่มองหาตัวรับผิดชอบภายนอก, เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
วิธีการคิดแบบนี้มันมาจากสังคมกล่อมเกลา ที่ทำให้เขาเป็นคนที่เชื่อมันตัวเองสูง ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กยันโต, ทุกอย่างพึ่งพิงตัวเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องของ"ฉัน" สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกเสมอ เราจึงเห็นว่าประเทศโลกพัฒนาแล้ว ไม่ค่อยจะยอมรับผิดว่าเป็นสาเหตุ ภาวะโลกร้อนเท่าไหร่ (Global Warming) ประมาณว่าฉันกินอยู่อย่างไร ฉันก็จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ หาความสุขให้ตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพลางๆ จึงมีคำว่า "Securitisation" อะไรก็ตามที่แปะฉลากคำว่า "Security" ก็จะได้รับการแก้ปัญหาก่อน, ปัญหาระยะยาว ก็ทิ้งไปก่อน รอให้มันเป็นปัญหาระยะสั้นก็ค่อยแก้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผมเห็นแต่ความเสื่อมในสังคมตะวันตก แล้วคนเราเองก็ไปบ้าเห่อตามตะวันตก จนหากเลียได้ ขนหน้าแข้งคงเต็มท้องไปแล้ว การเป็นด็อกเตอร์ก้อนหิน (รู้มากแต่แคบในเรื่องเดียว) จะช่วยพัฒนาจิตใจคนได้อย่างไรบ้าง? บางทีก็เหมือนเรามาถึงทางเลือก ว่าจะเลือกคุณภาพจิตใจคน หรือเลือกความเจริญภายนอก, เพราะมันสวนทางกันเสมอ
Saturday, 8 December 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment