คำสอนของหลายๆ คน ชัดเจนมากขึ้น ตอนที่นิ่งอยู่ในภวังค์ของสมาธิ
แม้ว่ามันคือการคิด แต่มันคือนำกลับมาสอนตนเองอย่างได้ผล
คำที่แหลมคมของพี่ปู่ มันชัดเจนแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ
เกิดคำถามที่ประทุขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออ่อนแอ
นี่ผมกำลังดิ้นรนมาตั้งไกล เพื่อมาเรียนสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์?
ตรงกันข้าม กลับไปทุกข์ร้อนกับมันมากขึ้นกว่าเดิม
เรากำลังตั้งคำถามกับตนเองว่า เรามาถูกทางหรือเปล่า
แน่นอนว่า คำตอบมันกำลังชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ
แล้วก็คิดได้ว่า หากแม้นว่าจะไปไม่รอดด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยแล้วก็ตามที
(เรียนไม่สำเร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด) ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากมาย
หากเป้าหมายของชีวิตชัดเจน เรื่องเหล่านี้ เหตุการณ์ขณะนี้ก็เป็นเพียงทางผ่าน
ในอนาคตที่ทรงคุณค่า, ที่บอกให้เราชัดเจนว่า เราค้นพบอะไรในตนเอง
ที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่ค่อยมีโอกาสเจอ
อย่างน้อยที่สุด
ผมก็ได้เรียนรู้กระบวนความคิด วิธีการเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันแยบยลขึ้น
ในระดับมหภาค แต่ความรู้ที่ได้รับ ก็เป็นเพียงชนวนเล็กๆ ที่จุดขึ้นมาเพื่อให้เรา
ให้หันกลับมาดูตนเองมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ผมมองโลกออกไปไกลมากขึ้น,
ผมก็จะหันกลับมามองตนเองมากขึ้นด้วยเท่านั้น
ทำให้เราตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ทางที่เรากำลังเดินคดเคี้ยวปวดหัวกับมันอยู่นี้
มันไม่ใช่ทางสายตรง, มันเป็นทางสายอ้อมที่ลดเลี้ยว ยาวนาน
และรังแต่จะสะกิดให้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดก็เพียงเพราะ
ผีภายในของเรา เป็นต้นเหตุทั้งหมดนั่นเอง
ณ วันนี้เราลืมหันหลังกลับมามองดูตนเอง-ดูลึกเข้าไปในจิตใจตนเอง
เมื่อมีสิ่งหนึ่งมากระทบ ใจเราจะเพ่งออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ภายนอก
แทนที่จะสังเกตุดูจิตใจตัวเอง
การอยู่ในสมาธิจะทำให้เราหยุดนิ่งกับสรรพสิ่ง เห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
และเป็นเหมือนภาพสโลโมชั่น ที่ทำให้เราสังเกตุได้ทุกความเคลื่อนไหวของนามธรรมนั้น
สิ่งที่เราได้มากที่สุดในวันนี้ คือ "การรู้จักตัวเอง"
ในมิติที่เป็นจริง
Monday, 22 October 2007
Sunday, 21 October 2007
พี่ปู่
พี่ปู่เป็นอาวุโสกลุ่มพุทธ ให้โอวาทมาดังนี้ แต่ล้วนเป็นวจีสุจริต งดงามด้วยธรรมแล
ไม่ได้ขัดเกลา ดิบๆ
ผมว่าถ้าเรื่องผีช่วยให้มีสติ ตั้งใจปฏิบัติได้ ก็นับว่าผีนี้มีคุณ พาลให้คิดเทียบเคียงได้ว่า เพราะเรื่องไหนจริงกว่าระหว่างเจอผีที่อังกฤษหรือความดิ้นรน พาตนมาอังกฤษพื่อเรียนสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์
แล้วที่มานั่งปวดหัวทุกข์ยาก เพราะเห็นผีข้างนอก ความบีบคั้นข้างนอกว่ามีอยู่จริง แต่จริง ๆ แล้ว ผีคือกิเลสพาเราข้ามภพชาติมา อึดอัดทุกข์ร้อนกว่า แค่ลากมา Notthingham เป็นพ้นไป
บางทีความยากจากการเรียน หรือความเข้าใจว่าที่นั้นมิใช่บ้าน
ภาษามันยาก เนื้อหามันเยอะมันก็เป็นแค่ความคิด
เราอยู่ในความคิดนานเกินไป สติยังไม่ชัดเจนเลย ถ้าเราเห็นผีปรากฏเห็นปานนี้
ก็ควรที่จะรู้ว่า เราเดินผ่านติก ต้นไม้ใบหญ้า แบบเมินเฉย อยู่กับความคิดความทุกข์ของเรา
จนไม่ได้สัมผัสกลิ่นอาย และวิญญาณต้นหญ้า ป่าเขาจนวิญญาณมาสร้างรูปเป็นสัญลักษณ์ให้คลี่คลาย
เห็นปัญหาเรื่องภพ และกรอบวิธีคิด ที่พาเราบีบคั้นนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของผีที่นี่
แต่เป็นผีที่เราพามาแต่บ้านนั้นต่างหาก
หวังว่าจะตื่นขึ้นมา เป็นมิตรกับทุกจิตวิญญาณที่นั่น
ที่หาใช่เพียงแค่เพื่อนแปลกถิ่น แต่ล้วนคือเหล่าผู้ร่วมทุกข์ในสังสารเดิมเดียว
อาจแม้เป็นญาติ เจ้ากรรมนายเวร แต่ปางก่อน
นับเป็นพร คือความประเสริฐ ที่เห็นความทุกข์นั้น เราแบกมาเอง
เราอ่านหนังสือก็ได้ทีละตัว ฝรั่งจะเก่งกว่าเราสักเท่าไหน
มันก็อ่านทีละตัวเหมือนกัน ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความกลัว
แค่ทำดีที่สุด หิวก็กิน กระหายก็ดืม นั่งมากก็ยืน ยืนหนักก็เดิน เมื่อยแล้วก็นั่ง
ปวดหลังก็นอน รับรู้โลกเดิม ๆที่อยู่กับอายตนะนี้ โลกไม่ได้เปลี่ยน
สัจจะก็เป็นธรรมเดิม อย่ารวบ อย่าหลวม
คงเหมือนเมื่อแรกเข้านายร้อย ต่างที่ ต่างถิ่น ฝึกหนัก ขู่หนัก ห่างบ้าน ก็รู้สึกเหงา
คิดเอาว่า บ้านเราคงดีกว่า แต่จริง ๆ เราก็อยุ่กับบ้านเช่าคือกายนี้ เสมอมา
ได้ยินแต่เสียงเราในหัว เป็นอย่างงี้ตั้งแต่รู้ความ ที่ไหน ๆ ก็เป็นบ้าน
เปิดตามาก็คือของใหม่ คนใหม่ ธรรมชาติใหม่ เสมอ เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
เพียงแต่มันแปลก แต่จริง ๆ มันแปลกหน้ากับเรา แม้เมื่อนอนอยู่ในห้องเดิมที่เชียงใหม่
ความแปลกกับตนเองนี้ คืออนิจลักษณ์ ที่เราแค่ไม่สัมผัส และเลือกจะลืม ๆไป
เอาแต่ความชินชาว่า งานนี้เราเคย รสนี้เรารู้ ครูนี้เราชอบ เพื่อนนี้เราสนิท
แต่ที่ผิดถนัด คือ เพราะหากไม่รู้จักตนเอง
ไม่ทะลุอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ความอึดอัด ความขาด ความเหงา
โดดเดี่ยวก็กลับมาเสมอ ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง
เหมือนความรู้สึกเมื่อรอผลสอบเข้า รอผลตรวจโรค พลาดงานสำคัญ เสียเพื่อนรัก เจ้านายแกล้งย้าย น้องชมรมนินทา เวลาเช่นนั้น เหมือนเราหล่นตุ้บลงมา จากหอคอยที่หลบหนีความจริงว่า
เราเกิดมาคนเดียว แล้วก็จะตายไปคนเดียว จะโดดเดียวเดียวดาย ก็ไม่มากไปกว่านี้ คนคุ้นเคยคือความคิด รังที่ปลอดภัยคืออุปาทาน ทุกที่เหมือนกัน มีมฤตยูเป็นสหาย พลาดได้ทุกลมเข้าออก จะกลัวไปทำไม อึดอัดไปทำไม
เมื่อความตายไม่กลัว ฤาจะกลัวเรียนไม่ผ่าน สอบไม่ได้ ทุกอย่างมันก็ตามแต่เหตุ
แค่เหนือย แค่เยอะ แค่ไม่เข้าใจง่าย แค่ไม่มีคนไทย แค่คิดถึง
ก็ให้มัน ...แค่...นั้น
ไม่เห็นต้อง...ทุกข์เลย สหายเอย
ทำทุกข์อย่างไป ยิ้มน้อย ๆในใจ ไม่มีใครเป็นศัตรู ขอแค่ไม่เป็นศัตรูกับตัวเอง อย่าบั่นทอนหัวใจด้วยความไม่รู้ของเราเลย
ไม่ได้ขัดเกลา ดิบๆ
แล้วที่มานั่งปวดหัวทุกข์ยาก เพราะเห็นผีข้างนอก ความบีบคั้นข้างนอกว่ามีอยู่จริง แต่จริง ๆ แล้ว ผีคือกิเลสพาเราข้ามภพชาติมา อึดอัดทุกข์ร้อนกว่า แค่ลากมา Notthingham เป็นพ้นไป
บางทีความยากจากการเรียน หรือความเข้าใจว่าที่นั้นมิใช่บ้าน
ภาษามันยาก เนื้อหามันเยอะมันก็เป็นแค่ความคิด
เราอยู่ในความคิดนานเกินไป สติยังไม่ชัดเจนเลย ถ้าเราเห็นผีปรากฏเห็นปานนี้
ก็ควรที่จะรู้ว่า เราเดินผ่านติก ต้นไม้ใบหญ้า แบบเมินเฉย อยู่กับความคิดความทุกข์ของเรา
จนไม่ได้สัมผัสกลิ่นอาย และวิญญาณต้นหญ้า ป่าเขาจนวิญญาณมาสร้างรูปเป็นสัญลักษณ์ให้คลี่คลาย
เห็นปัญหาเรื่องภพ และกรอบวิธีคิด ที่พาเราบีบคั้นนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของผีที่นี่
แต่เป็นผีที่เราพามาแต่บ้านนั้นต่างหาก
หวังว่าจะตื่นขึ้นมา เป็นมิตรกับทุกจิตวิญญาณที่นั่น
ที่หาใช่เพียงแค่เพื่อนแปลกถิ่น แต่ล้วนคือเหล่าผู้ร่วมทุกข์ในสังสารเดิมเดียว
อาจแม้เป็นญาติ เจ้ากรรมนายเวร แต่ปางก่อน
นับเป็นพร คือความประเสริฐ ที่เห็นความทุกข์นั้น เราแบกมาเอง
เราอ่านหนังสือก็ได้ทีละตัว ฝรั่งจะเก่งกว่าเราสักเท่าไหน
มันก็อ่านทีละตัวเหมือนกัน ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความกลัว
แค่ทำดีที่สุด หิวก็กิน กระหายก็ดืม นั่งมากก็ยืน ยืนหนักก็เดิน เมื่อยแล้วก็นั่ง
ปวดหลังก็นอน รับรู้โลกเดิม ๆที่อยู่กับอายตนะนี้ โลกไม่ได้เปลี่ยน
สัจจะก็เป็นธรรมเดิม อย่ารวบ อย่าหลวม
คงเหมือนเมื่อแรกเข้านายร้อย ต่างที่ ต่างถิ่น ฝึกหนัก ขู่หนัก ห่างบ้าน ก็รู้สึกเหงา
คิดเอาว่า บ้านเราคงดีกว่า แต่จริง ๆ เราก็อยุ่กับบ้านเช่าคือกายนี้ เสมอมา
ได้ยินแต่เสียงเราในหัว เป็นอย่างงี้ตั้งแต่รู้ความ ที่ไหน ๆ ก็เป็นบ้าน
เปิดตามาก็คือของใหม่ คนใหม่ ธรรมชาติใหม่ เสมอ เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
เพียงแต่มันแปลก แต่จริง ๆ มันแปลกหน้ากับเรา แม้เมื่อนอนอยู่ในห้องเดิมที่เชียงใหม่
ความแปลกกับตนเองนี้ คืออนิจลักษณ์ ที่เราแค่ไม่สัมผัส และเลือกจะลืม ๆไป
เอาแต่ความชินชาว่า งานนี้เราเคย รสนี้เรารู้ ครูนี้เราชอบ เพื่อนนี้เราสนิท
แต่ที่ผิดถนัด คือ เพราะหากไม่รู้จักตนเอง
ไม่ทะลุอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ความอึดอัด ความขาด ความเหงา
โดดเดี่ยวก็กลับมาเสมอ ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง
เหมือนความรู้สึกเมื่อรอผลสอบเข้า รอผลตรวจโรค พลาดงานสำคัญ เสียเพื่อนรัก เจ้านายแกล้งย้าย น้องชมรมนินทา เวลาเช่นนั้น เหมือนเราหล่นตุ้บลงมา จากหอคอยที่หลบหนีความจริงว่า
เราเกิดมาคนเดียว แล้วก็จะตายไปคนเดียว จะโดดเดียวเดียวดาย ก็ไม่มากไปกว่านี้ คนคุ้นเคยคือความคิด รังที่ปลอดภัยคืออุปาทาน ทุกที่เหมือนกัน มีมฤตยูเป็นสหาย พลาดได้ทุกลมเข้าออก จะกลัวไปทำไม อึดอัดไปทำไม
เมื่อความตายไม่กลัว ฤาจะกลัวเรียนไม่ผ่าน สอบไม่ได้ ทุกอย่างมันก็ตามแต่เหตุ
แค่เหนือย แค่เยอะ แค่ไม่เข้าใจง่าย แค่ไม่มีคนไทย แค่คิดถึง
ก็ให้มัน ...แค่...นั้น
ไม่เห็นต้อง...ทุกข์เลย สหายเอย
ทำทุกข์อย่างไป ยิ้มน้อย ๆในใจ ไม่มีใครเป็นศัตรู ขอแค่ไม่เป็นศัตรูกับตัวเอง อย่าบั่นทอนหัวใจด้วยความไม่รู้ของเราเลย
เรามักจะได้สิ่งที่เราเกลียด
ในชีวิตนี้ลองสังเกตอย่างหนึ่งว่า สิ่งไหนเราเกลียด เรามักจะได้สิ่งนั้น
แล้วสิ่งนี้ เป็นความจริงเสมอ ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในวันนี้
ผมเคยเปิดทีวีเจอรายการเสวนารายการหนึ่ง จำไม่ได้ว่าช่องอะไร
เป็นกลุ่มพวกอาจารย์ นักวิชาการ เขาถกกันในเรื่องที่ผมฟังไม่รู้เรื่องแม้ว่าจะพูดเป็นภาษาไทย
เขาเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ใช้ภาษาอีกแนวหนึ่ง เขาถกกันเรื่อง แนวคิดภวะวิสัย, สัจจะนิยมมหัศจรรย์ คำศัพท์แปลกๆ แล้วผู้ร่วมรายการก็ออกแนวติสๆ พวกโลกส่วนตัวสูง ผมดูอยู่ไม่ถึงสองนาทีก็ใช้รีโมทคอนโทรลให้เป็นประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนช่องหนี และยังตำหนิ ว่าเป็นพวกบ้า พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ผมเกลียดในวันนั้น คือวิชาที่ผมกำลังเรียนอยู่ในวันนี้ เป็นวิชาที่ผมจำใจ ฝืนทนเรียนมันอยู่นี่เอง ทำให้ประเด็นที่ว่า "ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ" ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่เราเกลียดนั้น จะต้องเกลียดออกมาจากใจเบื้องลึก, ไม่ใช่แกล้งไปเกลียดพวกนางสาวไทย
เพื่อที่จะหวังอยากได้เขา แต่มันจะต้องเป็นอารมณ์เกลียดจริงๆ แล้วรอดูว่า วันหนึ่งสิ่งนั้น จะคล้ายกับบูมเมอแรง วิ่งย้อนมาหาเรา แล้วเราก็หลบมันไม่ได้เสียด้วย ลองมาคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตดูซิว่า เราเกลียดอะไรกันบ้าง?
แล้วสิ่งนี้ เป็นความจริงเสมอ ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในวันนี้
ผมเคยเปิดทีวีเจอรายการเสวนารายการหนึ่ง จำไม่ได้ว่าช่องอะไร
เป็นกลุ่มพวกอาจารย์ นักวิชาการ เขาถกกันในเรื่องที่ผมฟังไม่รู้เรื่องแม้ว่าจะพูดเป็นภาษาไทย
เขาเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ใช้ภาษาอีกแนวหนึ่ง เขาถกกันเรื่อง แนวคิดภวะวิสัย, สัจจะนิยมมหัศจรรย์ คำศัพท์แปลกๆ แล้วผู้ร่วมรายการก็ออกแนวติสๆ พวกโลกส่วนตัวสูง ผมดูอยู่ไม่ถึงสองนาทีก็ใช้รีโมทคอนโทรลให้เป็นประโยชน์ด้วยการเปลี่ยนช่องหนี และยังตำหนิ ว่าเป็นพวกบ้า พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ผมเกลียดในวันนั้น คือวิชาที่ผมกำลังเรียนอยู่ในวันนี้ เป็นวิชาที่ผมจำใจ ฝืนทนเรียนมันอยู่นี่เอง ทำให้ประเด็นที่ว่า "ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ" ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่เราเกลียดนั้น จะต้องเกลียดออกมาจากใจเบื้องลึก, ไม่ใช่แกล้งไปเกลียดพวกนางสาวไทย
เพื่อที่จะหวังอยากได้เขา แต่มันจะต้องเป็นอารมณ์เกลียดจริงๆ แล้วรอดูว่า วันหนึ่งสิ่งนั้น จะคล้ายกับบูมเมอแรง วิ่งย้อนมาหาเรา แล้วเราก็หลบมันไม่ได้เสียด้วย ลองมาคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตดูซิว่า เราเกลียดอะไรกันบ้าง?
เจอผี
ชีวิตผมกลับมีสีสันมากขึ้น เมื่อเจอผีเต็มๆ
ก่อนนอนผม msn คุยเรื่องสมาธิกับไอ้เอก แล้วก็นั่งทำสมาธิก่อนนอน
พอล้มตัวลงนอนได้สักพัก ในระยะกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็มีสิ่งมาปลุกให้ผมตื่นด้วยการเขย่าที่ใต้เตียง ผมนึกว่าเป็นแผ่นดินไหว จะลุกขึ้นมาดู มันก็หยุดเขย่า
ล้มตัวลงนอนใหม่ มันเขย่าอีกแล้ว นึกว่าเป็นกล้ามเนื้อกระตุก แต่ไม่ใช่ เพราะใต้เตียงมันเขย่า
ลุกขึ้นมา มันก็หยุด ก็เลยล้มตัวลงนอนใหม่ ทีนี้ผมมองไปที่เพดาน มันเป็นกลุ่มอนุภาคเล็กๆเกาะรวมตัวกันแบบฝุ่น เยอะมาก เป็นเหมือนกลุ่มพลังงาน แต่มีลักษณะใสคล้ายๆ หยดน้ำลอยอยู่บนเพดานตรงหน้าผมเลย แล้วก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาหาผมทีละนิด จนผมสังเกตได้ว่ามันมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ
ณ เวลานั้น ผมไม่ได้มีความกลัวใดๆ เกิดขึ้น แต่นึกได้ว่า อาจเป็นกลุ่มวิญญาณพเนจร เร่ร่อน
หรือสัมภเวสี ที่ภพภูมิต่ำกว่า หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวร, หรือเป็นเพื่อนเก่า หรืออาจเป็นใครก็ได้
แวะมาหา มาทักทาย หรือมาขอส่วนบุญ จิตใจผมเป็นบวกมาก ก็เลยแผ่เมตตาให้ไป จากนั้นกลุ่มพลังงานนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
ผมคุยกับเพื่อนหลายคน ที่ศึกษาเรื่องจิตและธรรมชาติของจิต มีหลายความเห็น
จะเด็ด, น้องกลุ่มพุทธที่ฝึกจิตเจนจัดเรื่องทางนี้, ให้ความเห็นว่า ใช่เลย เขารวบรวมพลังงานได้เท่านั้น จึงทำได้แค่นั้น ที่อังกฤษ มีคนฝึกจิตกันน้อยมาก เมื่อเขาเห็นว่ามีคนฝึกจิตให้เป็นกุศล เขาก็จะรีบมาหา
แล้วมันก็น่าจะมีเยอะมากด้วย เพราะในอดีตเป็นดินแดนแห่งสงคราม จิตวิญญาณมันทุกข์ทรมาน
เร่ร่อนไปเรื่อย มีทั้งพวกพฤติกรรมดีและเกเร ก็ให้ระมัดระวัง ความคิดเห็นนี้สอดคล้อง คล้ายคลึงกับวุฒิ
แต่วุฒิ เน้นไปทางด้านการฝึกตัวเอง วุฒิมองว่า เป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติ เมื่อจิตเรา ปรับให้สอดคล้องกับมิติที่เขาอยู่ได้ เราก็จะเห็น เพราะทุกอย่างเป็นกลุ่มพลังงาน แม้กระทั่งที่เราพูดคุยกัน มันก็มีพลังงาน ดังนั้น ให้สนใจมาที่การเฝ้าดูจิตตนเอง ถ้ากลัวก็แผ่เมตตา จริงๆ แล้ว บทแผ่เมตตาหรือการสวดมนต์เป็นกุศโลบายให้เกิดสติ ระลึกรู้ รู้สึกตัว เพราะสาระจริงๆ ก็คือการมีสติ ฝึกให้เกิดความเคยชิน เพราะหากเมื่อมีสถานการณ์คับขัน อย่างน้อยเราก็ยังรู้สึกตัว
ไอ้เอก ไม่ได้ให้ความเห็นมากนัก บอกว่าเคยเจอเหมือนกัน ตอนที่นั่งทำสมาธิอยู่ที่วัดอุโมงค์ เห็นเป็นริ้วๆ ลอยไปมา บอกว่าฟังแล้วขนลุก
พยุงค์ฯ, เพื่อนสายธรรมเก่าแก่ที่ฝึกมานาน, บอกว่าธรรมดามาก เพราะพยุงค์ฯ เจอตลอด ทีทั้งแบบดำและแบบขาว ยิ่งตอนฝึกใหม่ๆ จะมาเต็มห้องเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรเดิมในอดีตชาติไม่รู้ชาติไหนๆ เราไปทำอะไรไว้บ้าง มีเยอะไปหมด ไม่ใช่มีแค่วิญญาณแบบคน มีทั้งสัตว์ด้วย เช่น เราราดน้ำลงไปในดินไปโดนมดตายทีหนึ่งเป็นพันตัว โดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างนี้ก็ใช่ ในมิติที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่พอจิตละเอียดไปได้ระยะหนึ่ง เราจะเห็น พยุงค์ฯ ให้ความเห็นแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ แม้ไม่ได้เตี๊ยมกันมา นั่นคือ ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครเขาฝึกจิตกันสักเท่าไหร่หรอก พอเขาเห็นแสงสว่างแว่บๆ จากใครที่ฝึกจิตเขาก็จะรีบมาขอส่วนบุญ, ในมุมมองของพยุงค์ฯ บุญเป็นรูปธรรมมาก, พยุงค์ฯ บอกแผ่ไปเลยโดยเฉพาะช่วงที่จิตสงบนิ่ง ให้นึกถึงแสงสว่างแล้วแผ่เมตตา บุญนี้ให้ไปเลยไม่มีวันหมด และยิ่งให้ เราก็จะยิ่งได้กลับมา งอกเป็นทวีคูณ ตรงกับหลักที่ว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา พยุงค์ฯ เองทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่เหมือนกัน แต่เบาบางลงไปกว่าแต่ก่อน พูดคุยกันได้รู้เรื่อง และวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นผู้ที่เคยสัมพันกับเราเมื่อก่อนในอดีต หรืออาจเป็นพวกเร่ร่อน ตายกระทันหัน แบบรถชนตาย ไม่มีที่ไป. อีกประเด็นที่พยุงค์ฯ วิเคราะห์แบบเป็นรูปธรรม คือ กลุ่มพลังงานที่คล้ายหยดน้ำ หากเป็นกลุ่มสีดำ ก็อาจเป็นพวกไม่ค่อยดี จิตมีมิจฉาทิฎฐิสูง, หากเป็นกลุ่มสีขาว ก็เป็นกลุ่มพวกแสวงบุญ. พยุงค์ฯ เพิ่งเติมว่าสนุกดี เหมือนอยู่ในดินแดนอัศจรรย์มิติพิศวง และผมก็รู้สึกเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ผมไปอ่านเจอบทความสัมภาษณ์น้องริชชี่, เด็ก มช.ที่มีสัมผัสที่ 6 ที่เกรียวกราวในขณะนี้ (http://www.superrichy.com/), ให้ความเห็นเรื่องการทำสมาธิที่น่าสนใจ ริชชี่บอกว่า เราไม่ควรทำสมาธิตอนกลางคืน เพราะตอนกลางคืนวิญญาณเร่ร่อน ไม่สามารถรับส่วนกุศลได้ หากเขารับไม่ได้ เขาจะกลายเป็นโกรธ เคียดแค้นเราไปเสีย ตอนแรกผมมีความเห็นแย้งว่า เราน่าจะตกลงกันได้ ตอนกลางคืนผมทำเพื่อฝึกจิต, ตอนกลางวันทำเพื่อให้ท่านๆ มารับผลบุญไป
ในทางกลับกันจะเด็ดฯ ให้ช่องทางที่น่าสนใจว่า วิญญาณเร่ร่อนที่มาขอส่วนบุญไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เขามา ณ เวลานั้น เขาก็ต้องการตรงนั้นทันที เขาเป็นวิญญาณที่ทุกข์ระทมมาก เขาต้องการพลังบวกจากเรา เพื่อการผ่อนคลายความทุกข์แม้เพียงนิดหนึ่งก็ยังดี แต่ถ้าเขาไม่ได้เขาอาจจะโกรธ เหมือนคนหิวแล้วไม่ได้กิน จะเด็ดฯ เพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้ว เราสามารถขัดเกลาตนเองได้ทุกเวลา แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เพราะจะทำให้เขาทุกข์ระทมมากกว่าเดิม และเขาก็จะมาโกรธเราไม่ได้หรอก เพราะเขาต้องโทษตัวเขาเอง เหมือนเขาไม่มีกิน กำลังหิว แต่เห็นเรากิน เขาจะโทษเราไม่ได้ว่าเราไม่ได้แบ่งให้เขากิน เพราะเขาไม่ได้สะสมของกินมาตั้งแต่ต้น, ในท้ายที่สุด จะเด็ดฯ แนะนำ ในช่วงเย็นๆ ประมาณหนึ่งทุ่ม ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเป็นช่วงเพ่นพ่าน และแนะนำต่อว่า ถ้าจะฝึกตอนกลางคืนก็ควรหลังเที่ยงคืน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เบื้องบนเปิด
ผมมีความรู้สึกที่ดี อยู่ที่นี่ แม้ไม่มีเพื่อนเป็นคน อย่างน้อยก็มีเพื่อนเป็นผี สิ่งนี้เป็นเหมือนกำลังใจ หรือสิ่งมากระตุ้นเตือน ให้ผมฝึกจิตต่อไป เพราะคนที่นี่ เขาคงไม่มีใครฝึกจิตกัน, ฝึกเป็นผู้ให้ในเชิงลึก และอยู่ที่นี่สถานการณ์บังคับให้ศีล 5 ไม่ขาดตกบกพร่อง ผมยินดีที่จะเจอผีต่อไป
Friday, 19 October 2007
เข้าใจพฤติกรรมการกิน
ไม่ได้กินข้าวเกือบสองวัน เพราะรู้สึกว่า การกินอาหารเป็นเรื่องน่ารำคาญ เสียเวลา ประกอบกับไม่หิวด้วย แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง ผมกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เจอพวกเครื่องปรุง หม้อหุงข้าว ผักสดในตู้เย็น ถ้ามันเป็นคนมันคงบ่นคิดถึงผมน่าดู เพราะเห็นแล้วผมรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วผมก็บอกกับมันว่า ผมกลับมาแล้ว กลับมาเริ่มต้นกินข้าวอีกครั้งหนึ่ง เพียงเพื่อว่าร่างกายจะได้ทำงานได้ต่อไป
พฤติกรรมคนที่นี่, ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ อาหารเช้า จึงได้ชื่อว่า Breakfast เพราะมันจะต้องเร็ว ผมไม่มีเวลามาหุงข้าว มานั่งหั่นผัก พิถีพิถันกับความอร่อยแบบสามแม่ครัว การเปิดก็อกน้ำล้างผักแต่ละครั้งเหมือนนรกจะกินกบาล เพราะน้ำเย็นจนปวดนิ้วมือ จนบางครั้งผมรู้สึกรำคาญร่างกายตัวเองที่หิวอีกแล้ว มันจะต้องกินอีกแล้ว และความเข็ดขยาดของน้ำเย็นทำให้เราไม่อยากประกอบอาหาร ดังนั้นวิธีการกินของผมจึงเปลี่ยนไปตามสามัญลักษณ์ของผู้คนที่นี่ นั่นคือ กินนมและขนมปัง เป็นไปโดยอัตโนมัติ มันทำให้เราอิ่มได้รวดเร็ว มีการซักล้างน้อยที่สุด ประหยัดและรวดเร็วที่สุด เพียงเพื่อตอบสนองความหิวของร่างกาย โดยไม่ต้องถามหาความอร่อย ด้วยสายเลือดความเป็นคนเอเชียล้นกาย อย่างไรเสีย ข้าวก็ยังเป็นอาหารหลักกลายเป็นว่าผมกินข้าววันละมื้อ นอกนั้นก็เป็นไปตามภาวะที่ร่างกายถามหา ก็ตอบสนองด้วยน้ำแอปเปิ้ล นม องุ่นหรือขนมปัง โดยการนับสารอาหารให้ครบว่า วันนี้ครบแล้วหรือไม่ แค่นั้นเอง
Wednesday, 17 October 2007
กำลังเป็นทุกข์
ผมกำลังเป็นทุกข์ ทุกข์หนัก, หนักมาก เพราะมันมาพร้อมกันทีเดียวหลายด้าน
ทั้งในด้านการเรียนที่เรียนไม่รู้เรื่อง และทางเรื่องจิตใจ ที่มากระทบอย่างรุนแรง
เมื่อมันมาทางจิตใจ จะทำให้ร่างกายชะงักงันไปด้วย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
เมื่อมันมาทางจิตใจ จะทำให้ร่างกายชะงักงันไปด้วย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
นอนน้ำตาซึม เหงา เศร้า, เมื่อมองดูภายนอกจะเห็นว่าผู้คนกำลังรื่นเริง สนุกสนานอยู่มากแต่เราอยู่ฝั่งตรงกันข้ามไปเสียทั้งหมด
ท้องฟ้าตอนกลางคืนที่อังกฤษ เป็นสีส้มๆ แดงๆ ไม่มืด ดูน่ากลัวทะมึนอย่างไรไม่รู้
ผมโดดเดี่ยวมาก, เพื่อนแต่ละคนต่างเอาตัวรอด ใช้เวลาอยู่กับหนังสือให้มากที่สุด เพราะถ้าไม่อยู่กับหนังสือก็จะไม่มีใครรอด,
เศร้า, เหงา, โดดเดี่ยว, เก็บกด, กดดัน, ฟุ้งซ่าน, น้ำตาซึม เหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างมันมารวมกันที่นี่แล้ว
หรือว่านี่เป็นสาระความจริงของการเกิดเป็นมนุษย์ จริงๆ เราเกิดมามันก็โดดเดี่ยวอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าโลกลวงตา ทำให้เรามีเพื่อนพี่น้อง ญาติมิตร ใครที่มาพันผูกมากมาย
แล้ววันหนึ่ง เขาก็ลับหายไป ทีละคน ทีละคน, จนในที่สุด ก็เหลือเราคนเดียว
เพราะต่างคน ต่างต้องเอาตัวรอดเช่นกัน เมื่อสู้กับความเหงาไม่ไหว ก็แสวงหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่
แล้วเค้าก็จากเราไป...เป็นเช่นนี้ร่ำไป แล้วก็วนเวียนอยู่ในวัฏจักรไม่รู้จบ
การเป็นที่พึ่งแห่งตนตั้งแต่ตอนแรก เป็นคำสอนที่ถูกต้องที่สุด
หากจะต้องสอนลูกหลาน สอนศิษย์ ปรัชญาข้อแรก ที่ต้องสอนนั่นคือ ทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้
แรงเหวี่ยงกระชากอย่างแรงให้ผมมาอยู่ต่างประเทศสอนอะไรมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
เวลาพิสูจน์คนเสมอ, มิตรจริงหรือมิตรเทียม ก็พิสูจน์ได้ด้วยเวลา
เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนผ่านไป ก็บอกอะไรได้แล้ว
ต้นไม้ยังผลิใบอยู่เสมอๆ มีหรือที่คนจะไม่เปลี่ยนแปลง
ต้นไม้หน้าห้องสมุดเริ่มโรยแล้ว เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าฤดูหนาว
ผ่านไปเพียงแค่ไม่ถึงเดือน ใบไม้ยังร่วงโรยเลย....นี่หรือโลกมนุษย์
แล้วก็ซึ้งว่า จริงๆ ชีวิตนี้ต้องการอะไร
ดูเหมือนว่าชีวิตผมตลอดทั้งปี จะอยู่แค่บ้าน กับมหาลัย ไปเรียนแค่สักวิชาหนึ่ง
ก็รีบกลับมาบ้าน ผมเพิ่งมารู้ซึ้งถึงคำว่าปัจจัย 4 ก็ตอนนี้แหละ ว่าจริงๆ ชีวิตคนเรา
มันไม่ได้ต้องการอะไรเกินไปกว่า 4 อย่าง นอกนั้นเป็นสิ่งเสริมปรุงทั้งสิ้น
ผมกินอาหารแบบเพียงเพื่อรู้ว่ากิน เพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ คิดได้ แค่นั้นเอง
บางทีเพียงแค่เอาผักมาหั่นๆ ใส่ผสมกับข้าว เติมน้ำ เข้าตู้ไมโครเวฟ ออกมากินเลย
กลายเป็นข้าวต้ม เพราะอากาศหนาว
ผมใส่เสื้อผ้าโดยไม่ได้ใส่ใจในความสวยงาม เพียงให้รู้ว่ามันอุ่นพอเดินออกมาข้างนอกบ้านได้
ผู้คนที่นี่ เขาไม่ได้สนใจการแต่งกายกันเลย ใครจะแต่งกายอย่างไรไปเรียนก็ได้
เพราะเขามีสิ่งที่สนใจมากกว่า นั่นคือการขัดเกลาสมอง มากกว่าจะมาสนใจกันเรื่องการแต่งกาย
แล้วก็รู้ว่าคนเรามันจะต้องมีที่พักอาศัย ที่พอถูกสิ่งภายนอกมากระแทกเรามีที่หลบเลียแผล นอนร้องไห้ได้ไม่มีใครเห็น
ผมยังสุขภาพดี ยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นอะไร ยารักษาโรคจึงยังไม่ได้แสดงการรักษาแผล
ขอบคุณเพื่อนวุฒิที่ยังแสดงธรรมให้ผมอย่างสม่ำเสมอ ขอบคุณเพื่อนชั่วชื่อเอกที่แสดงให้เห็นว่า
องคุลีมารยังกลับใจได้ ไอ้เอกก็กลับหลังหันเข้าวัดได้เหมือนกัน
ผ่านไปครบเดือนหนึ่งแล้วที่ผมมาอยู่อังกฤษ ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ผมเห็นโลกที่มันกว้างใหญ่ขึ้น มากกว่าสังคมตำรวจแคบๆ แก่งแย่งแข่งขันวิ่งเต้นกันไปวันๆ
ผมเห็นการแก่งแย่งแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบชัดเจนขึ้น
ผมได้รู้ซึ้งว่า เวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร
เหมือนต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่เวลาต่างกัน ผมถ่ายสองภาพนี้ด้วยระยะเวลาห่างกันเพียงแค่สัปดาห์กว่าๆ
ก็เห็นการเปลี่ยนแปลง.....เปลี่ยนไป
จดหมายจากวุฒิ 2
หวัดดี ดาวเพื่อนรัก
เราลองอ่านในบล็อกของเพื่อนแล้วดีนะ ยินดีด้วย และโมทนาสาธุด้วยเพื่อน
เมื่อวาน พระอดิศร ยั่งยืน แห่งเมืองพัทลุง ได้โทรศัพท์มาสนทนาธรรมกับเรา แล้วรู้สึกดีมากนึกถึงเพื่อน ท่านชอบเรามาก ท่านบอกว่าธรรมที่เราได้แลกเปลี่ยนสนทนาก้บท่านนั้น หาผู้ที่เป็นฆราวาสแล้วเข้าใจธรรมฉะฉานขนาดนี้แล้วมีน้อย ท่านว่าเป็นธรรมชั้นสูงมาก แต่เราเรียนนท่านว่าเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจธรรมในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเกี่ยวกับกายกับใจเราทั้งนั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของจิต เราอาจแบ่งชนิดของธรรมชาติของจิตได้ 72 ชนิด เราจะเข้าใจธรรมในตัวมนุษย์ได้ แต่ถ้าให้อธิบายทั้ง 72 ชนิด ต้องงงแน่ๆ เลย คงต้องใช้เวลา เอาเพียงแค่คร่าว ๆ สังเกตดู 1 ใน 72 ชนิดของจิตก็ได้ เมื่อเราระลึกรู้พิจารณาจิตดูว่า ขณะกำลังอ่านเมล์สังกตุไหม อ่านไปคิดไป หรือขณะฟังผู้สอน ๆ ฟังไปคิดไป รู้ทันจิตที่ไหลไปคิด แล้วเรารู้สึกว่ากำลังคิด จะสังเกตพบว่า เดี๋ยวรู้ เดี่ยวคิด สลับกันไปมา เห็นการเกิด-ดับของความคิด เรียกว่าการหลงไปคิด นั่นคือรู้เท่าทันความหลงคิด ทางพระเขาเรียกว่า จิตตานุปัสสนา เมื่อเราเฝ้าดูจิตในยามว่างจากการเรียนรู้ทางโลกเป็นปกติของเพื่อน เรียกว่าเป็นการพิจารณาจิต จะเห็นจิตในจิต คือพื้นฐานของการรู้วาระจิตของมนุษย์ ถ้าเริ่มเห็นแล้วว่าเดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอไปคิด จะเห็นการเกิดขึ้นของจิตดวงหนึ่ง จิตนี้ตั้งอยู่ แล้วจิตนี้ก็ดับไป มีช่องว่างๆ เล็ก ๆ มาคั่นอยู่ ได้ชื่อว่าได้ต้นทางแห่งการปฏิบัติแล้วก่อนถึงขั้นเห็นธรรม
ทฤษฎีที่เพื่อนกล่าวในบล็อกเกี่ยวกับ (Steve Jobs ) นั่นคือตัวแทนของการเข้าใจอันจำลองมาจากการสุ่มตัวอย่างจากความเข้าใจในการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ หรือในพุทธศาสนา เรียกว่าการเรียนรู้รูปนาม นั่นเอง หรืออาจเรียกว่า เรียนรู้ทุกข์ นั่นเอง เพียงแต่เขาใช้สภาวะความว่าง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างการเกิดดับของจิตให้เป็นประโยชน์ ในการค้นหาสาระของชีวิต ทำให้มีพลังในการสร้างประโยชน์ ซึ่งก็ได้ผลเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะเขารู้จักการสร้างเหตุ จึงเกิดผลขึ้นมาได้ ส่วนที่เหลือเป็นอานิสงฆ์คือตัวบริษัทที่เขาตั้งขึ้นมานั่นเอง
ไว้เรียนรู้ในยามว่างนะเพื่อนนะ จะได้สติที่ตื่น เบิกบานนะ และเรียนรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง จะเห็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว จะพบสิ่งที่พระขาเรียกว่า วิราคะ และวิสังขะ คือสภาวะธรรมที่ใกล้พ้นทุกข์นั่นเอง ระวังการเพ่ง หรือความตั้งใจอันสุดโต่งนะ นั่นคือมันลวงเรา มันมีตัณหาเล็ก ๆ ลึกๆ ซ่อนอยู่ คือความอยากหลุดพ้นนั่นเอง อยากรู้จริงและรู้ลึก มนุษย์ต้องปฏิบัติเอานะเพื่อน เมื่อใจเป็นสุขจากการเข้าใจในการปฏิบัติ ได้เห็นความจริงอย่างเสมอภาค จะวางทั้งคู่ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หลง-ไม่หลง ยินดี-ยินร้าย เมื่อใจรู้ธรรมารมณ์ ก็รู้สึกตัวต่อไปด้วยใจเป็นกลาง ใจไม่ดิ้น จะพบใจที่เป็นกลาง นั่นคือปัญญา ได้ชื่อว่าได้เห็นธรรมแล้ว เข้าใจความเป็นจริงแห่งทุกข์แล้ว
เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็เริ่มจะรู้เหตุแห่งทุกข์ไปเอง เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเสมอ แต่ระวังอย่าไปช่วยมันดับนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยด้วยใจที่เป็นกลาง ใจจะเปิดกว้างไปเอง สุขจะเกิดไปเองโดยไม่ต้องเรียกหา สภาวะธรรมจักเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นี่คือกุญแจ
ลองปฏิบัติดูนะเมื่อมีความชำนาญในการพิจารณาจิต ความรู้อื่นๆ ใดในโลกเพื่อนก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปเอง เพราะมันมีเหตุแห่งความรู้นั้น ๆ อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติได้ตรงทางก็ใช้ได้นะ แล้วเพื่อนเรียนรู้ทางตะวันตก ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะ โมทนาสาธุด้วยนะครับ
แด่เพื่อนดาว
วุฒิ
เราลองอ่านในบล็อกของเพื่อนแล้วดีนะ ยินดีด้วย และโมทนาสาธุด้วยเพื่อน
เมื่อวาน พระอดิศร ยั่งยืน แห่งเมืองพัทลุง ได้โทรศัพท์มาสนทนาธรรมกับเรา แล้วรู้สึกดีมากนึกถึงเพื่อน ท่านชอบเรามาก ท่านบอกว่าธรรมที่เราได้แลกเปลี่ยนสนทนาก้บท่านนั้น หาผู้ที่เป็นฆราวาสแล้วเข้าใจธรรมฉะฉานขนาดนี้แล้วมีน้อย ท่านว่าเป็นธรรมชั้นสูงมาก แต่เราเรียนนท่านว่าเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจธรรมในตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเรื่องเกี่ยวกับกายกับใจเราทั้งนั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของจิต เราอาจแบ่งชนิดของธรรมชาติของจิตได้ 72 ชนิด เราจะเข้าใจธรรมในตัวมนุษย์ได้ แต่ถ้าให้อธิบายทั้ง 72 ชนิด ต้องงงแน่ๆ เลย คงต้องใช้เวลา เอาเพียงแค่คร่าว ๆ สังเกตดู 1 ใน 72 ชนิดของจิตก็ได้ เมื่อเราระลึกรู้พิจารณาจิตดูว่า ขณะกำลังอ่านเมล์สังกตุไหม อ่านไปคิดไป หรือขณะฟังผู้สอน ๆ ฟังไปคิดไป รู้ทันจิตที่ไหลไปคิด แล้วเรารู้สึกว่ากำลังคิด จะสังเกตพบว่า เดี๋ยวรู้ เดี่ยวคิด สลับกันไปมา เห็นการเกิด-ดับของความคิด เรียกว่าการหลงไปคิด นั่นคือรู้เท่าทันความหลงคิด ทางพระเขาเรียกว่า จิตตานุปัสสนา เมื่อเราเฝ้าดูจิตในยามว่างจากการเรียนรู้ทางโลกเป็นปกติของเพื่อน เรียกว่าเป็นการพิจารณาจิต จะเห็นจิตในจิต คือพื้นฐานของการรู้วาระจิตของมนุษย์ ถ้าเริ่มเห็นแล้วว่าเดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็เผลอไปคิด จะเห็นการเกิดขึ้นของจิตดวงหนึ่ง จิตนี้ตั้งอยู่ แล้วจิตนี้ก็ดับไป มีช่องว่างๆ เล็ก ๆ มาคั่นอยู่ ได้ชื่อว่าได้ต้นทางแห่งการปฏิบัติแล้วก่อนถึงขั้นเห็นธรรม
ทฤษฎีที่เพื่อนกล่าวในบล็อกเกี่ยวกับ (Steve Jobs ) นั่นคือตัวแทนของการเข้าใจอันจำลองมาจากการสุ่มตัวอย่างจากความเข้าใจในการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ หรือในพุทธศาสนา เรียกว่าการเรียนรู้รูปนาม นั่นเอง หรืออาจเรียกว่า เรียนรู้ทุกข์ นั่นเอง เพียงแต่เขาใช้สภาวะความว่าง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างการเกิดดับของจิตให้เป็นประโยชน์ ในการค้นหาสาระของชีวิต ทำให้มีพลังในการสร้างประโยชน์ ซึ่งก็ได้ผลเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะเขารู้จักการสร้างเหตุ จึงเกิดผลขึ้นมาได้ ส่วนที่เหลือเป็นอานิสงฆ์คือตัวบริษัทที่เขาตั้งขึ้นมานั่นเอง
ไว้เรียนรู้ในยามว่างนะเพื่อนนะ จะได้สติที่ตื่น เบิกบานนะ และเรียนรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง จะเห็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว จะพบสิ่งที่พระขาเรียกว่า วิราคะ และวิสังขะ คือสภาวะธรรมที่ใกล้พ้นทุกข์นั่นเอง ระวังการเพ่ง หรือความตั้งใจอันสุดโต่งนะ นั่นคือมันลวงเรา มันมีตัณหาเล็ก ๆ ลึกๆ ซ่อนอยู่ คือความอยากหลุดพ้นนั่นเอง อยากรู้จริงและรู้ลึก มนุษย์ต้องปฏิบัติเอานะเพื่อน เมื่อใจเป็นสุขจากการเข้าใจในการปฏิบัติ ได้เห็นความจริงอย่างเสมอภาค จะวางทั้งคู่ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หลง-ไม่หลง ยินดี-ยินร้าย เมื่อใจรู้ธรรมารมณ์ ก็รู้สึกตัวต่อไปด้วยใจเป็นกลาง ใจไม่ดิ้น จะพบใจที่เป็นกลาง นั่นคือปัญญา ได้ชื่อว่าได้เห็นธรรมแล้ว เข้าใจความเป็นจริงแห่งทุกข์แล้ว
เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็เริ่มจะรู้เหตุแห่งทุกข์ไปเอง เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเสมอ แต่ระวังอย่าไปช่วยมันดับนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยด้วยใจที่เป็นกลาง ใจจะเปิดกว้างไปเอง สุขจะเกิดไปเองโดยไม่ต้องเรียกหา สภาวะธรรมจักเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นี่คือกุญแจ
ลองปฏิบัติดูนะเมื่อมีความชำนาญในการพิจารณาจิต ความรู้อื่นๆ ใดในโลกเพื่อนก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปเอง เพราะมันมีเหตุแห่งความรู้นั้น ๆ อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติได้ตรงทางก็ใช้ได้นะ แล้วเพื่อนเรียนรู้ทางตะวันตก ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะ โมทนาสาธุด้วยนะครับ
แด่เพื่อนดาว
วุฒิ
Thursday, 11 October 2007
วิธีคิดแบบตะวันตกที่ผมกำลังเรียน
ผมเรียนหนักมาก หนักที่สุดในชีวิตที่เคยเรียนหนังสือมา สาระที่ผมกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือ ผมกำลังเรียนวิธีการคิดแบบโลกตะวันตก ผมกำลังเรียนรู้ว่าเขามีวิธีคิดอย่างไรในกระบวนการศึกษาเรื่องหนึ่งๆ หากมองดูแล้ว เป็นวิธีคิดที่เป็นระบบระเบียบมาก ต้องศึกษาทฤษฎีให้ถ่องแท้ ขวนขวยหาทฤษฎีใหม่ๆ มาปรับกับเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน แล้วทฤษฎีนั้นโต้แย้งกันได้ ทฤษฎีไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป และถูกพิสูจน์อยู่สม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทฤษฎีนั้นก็ล้าสมัยไป
ผมเห็นแล้วกลับเห็นใจเขามากกว่าที่เขากำลังพยายามค้นหาความจริง โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และพิสูจน์ได้ โดยใช้ศาสนาที่สองนั่นคือวิทยาศาสตร์ เพราะเนื้อหาของศาสนาของเขาเอง ก็ไม่ได้มีกระบวนการที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ (แต่เป็นพื้นฐานที่คนเราทั่วโลกควรมี) แม้กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศที่ผมกำลังเรียนอยู่นี้ ก็ยังต้องทำให้เข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เขาถึงจะยอมรับกัน จึงเรียกกันว่า "Political Science" เขาจึงขวนขวยหาสิ่งยึดเหนี่ยว โดยการเข้าสู่การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เพราะคิดว่าเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก กระบวนการทางวิทยาศาตร์จึงเป็นศาสนาสากล ที่คนทั้งปวงนับถือ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการศึกษาของตะวันตกอย่างยิ่งยวด ก็คือการศึกษาทฤษฎี และกว่าจะได้ทฤษฎีแต่ละอย่างมานั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ฝรั่งเองทุ่มเททั้งกายทั้งใจ ทั้งเวลา ทั้งชีวิต หลายชั่วคน เพื่อการศึกษาอธิบายสิ่งที่อยู่ภายนอก เหตุการณ์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น แต่กว่ากระบวนการเรียนรู้จะเป็นทฤษฎีได้ เวลาก็ผ่านไปเสียแล้ว ทฤษฎีเดิมจึงถูกโต้แย้งด้วยทฤษฎีใหม่ๆ การศึกษาจึงดูไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเงื่อนไขของเวลา เราเองเมื่อเข้ามาเรียน ก็ต้องมาเรียนรู้ตามทฤษฎี และกว่าจะผ่านกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป ยิ่งประเทศโลกที่สาม ยังมาตามหลังประเทศตะวันตกแบบ ว่าง่าย หัวอ่อน เชื่องแล้ว เห็นฝรั่งเป็นเทพ เราก็ยิ่งห่างไกลจากต้นเหตุของปัญหามากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงเรายิ่งห่างไกลจากตัวสาระมากขึ้นเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าชาติตะวันตก เวลาทำอะไรนั้น เขามีสมาธิสูงมาก ตั้งใจจริง ทำให้ได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย อันเป็นสามัญลักษณ์ของชนชาติ ผมกำลังตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดฝรั่งมาศึกษาพระไตรปิฎก จะเกิดอะไรขึ้น? เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ตัวเนื้อหา เป็นทฤษฎีที่เขาไขว่คว้าหากันแทบเป็นแทบตาย เพราะมันอธิบายความเป็นคน อันเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด รวมทั้งวิธีการหลุดรอดพ้นเสียด้วย แต่เขาไม่พบ หรือพบแต่ไม่สนใจ แม้กระทั่งคนไทยเราเองเกิดมาในแผ่นดินที่เรียกว่าแผ่นดินธรรม เรายังมองข้ามกันไปเลย แทบไม่มีใครสนใจเสียด้วยซ้ำ เรามีแต่ชาวพุทธตามสำมะโนครัว ที่ทำอะไรก็แค่ทำตามประเพณี รู้แต่ว่าจะจุดธูปกี่ดอก ถวายเพลพระกี่องค์ จะมีใครสักกี่คนที่ค้นพบว่า ตัวเองโคตรโชคดีเลย ได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เผอิญว่าผมติดเอาพระไตรปิฎกฉบับย่อมาอ่านด้วย การมาเรียนอังกฤษครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำในความโชคดีของตัวเองที่มาพบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อันเป็นสาระจริงๆ ของพุทธ ไม่ถูกครอบงำด้วยเปลือกของประเพณีประเภทฝังทองลูกนิมิต แห่เทียนพรรษา ในขณะที่ฝรั่งเขาดิ้นรนกันแทบบ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งทฤษฎีแต่ละเรื่อง ในเวลาเดียวกันในมือผมมีทฤษฎีที่เข้าใจง่ายๆ และเป็นคำตอบของชีวิต ผมรู้สึกเหมือนกำลังถือทองคำไว้เลย แต่คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นก้อนหิน เพราะในชีวิตเขาไม่เคยรู้ว่ามีทองคำอยู่จริงๆ และไม่รู้ว่าทองคำนั้นมีค่าอย่างไร จึงไม่มีทางที่ฝรั่งจะให้ความสนใจ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฎีธรรมชาติทั้งหมด เพราะทฤษฎีนี้ ถูกจัดไว้หมวดหมู่ของเรื่องศาสนา....
ตัวเนื้อหาที่ผมเรียน จึงเป็นการศึกษาทฤษฎีที่อธิบายความเป็นไปของโลก ตามแง่มุมและวิธีคิดต่างๆ เรากำลังเรียนตามหลังปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา จริงๆ แล้วปัญหาของโลกทั้งมวลที่เรากำลังเรียนแทบเป็นแทบตายอยู่นี้ ต้นตออยู่ปลายจมูกเรานี่เอง คือการย้อนกลับมาดูที่เราเอง...แค่นั้นเอง แต่คนเรากลับไปมองนอกตัว แล้วก็ศึกษามันไปไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมีสถาบัน, เกียรติ เงินเป็นเครื่องล่อ ก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ กลายเป็นว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องเฉพาะการเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว
สตีป จ๊อป (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและเป็น CEO ของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ กลับไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา เขาลาออกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต แล้วก็ค้นพบว่าสาระจริงๆ ของชีวิตนั้น คืออะไร เขาเข้าถึงสาระของชีวิต จนประสบความสำเร็จมโหฬาร สตีปจ๊อป ได้รับเชิญไปให้โอวาทกับนักศึกษาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ซึ่งอยู่ระดับ Top Tenของโลก ผมฟังแล้วฟังอีกหลายร้อยรอบแทบจะท่องได้ทั้งหมดเพราะมันน่าฟัง น่าตกใจว่าสิ่งที่สตีปจ๊อปค้นพบนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้า ค้นพบ สตีฟจ๊อป ค้นพบเพียงอาจเพียงประมาณหนึ่งในล้านของทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ผมจึงเอาทฤษฎีของสตีฟจ๊อปมาโพสไว้ด้วย ข้างบนนี้
ผมเห็นแล้วกลับเห็นใจเขามากกว่าที่เขากำลังพยายามค้นหาความจริง โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้และพิสูจน์ได้ โดยใช้ศาสนาที่สองนั่นคือวิทยาศาสตร์ เพราะเนื้อหาของศาสนาของเขาเอง ก็ไม่ได้มีกระบวนการที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ (แต่เป็นพื้นฐานที่คนเราทั่วโลกควรมี) แม้กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศที่ผมกำลังเรียนอยู่นี้ ก็ยังต้องทำให้เข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เขาถึงจะยอมรับกัน จึงเรียกกันว่า "Political Science" เขาจึงขวนขวยหาสิ่งยึดเหนี่ยว โดยการเข้าสู่การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เพราะคิดว่าเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก กระบวนการทางวิทยาศาตร์จึงเป็นศาสนาสากล ที่คนทั้งปวงนับถือ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการศึกษาของตะวันตกอย่างยิ่งยวด ก็คือการศึกษาทฤษฎี และกว่าจะได้ทฤษฎีแต่ละอย่างมานั้น ยากเย็นแสนเข็ญ ฝรั่งเองทุ่มเททั้งกายทั้งใจ ทั้งเวลา ทั้งชีวิต หลายชั่วคน เพื่อการศึกษาอธิบายสิ่งที่อยู่ภายนอก เหตุการณ์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น แต่กว่ากระบวนการเรียนรู้จะเป็นทฤษฎีได้ เวลาก็ผ่านไปเสียแล้ว ทฤษฎีเดิมจึงถูกโต้แย้งด้วยทฤษฎีใหม่ๆ การศึกษาจึงดูไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเงื่อนไขของเวลา เราเองเมื่อเข้ามาเรียน ก็ต้องมาเรียนรู้ตามทฤษฎี และกว่าจะผ่านกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป ยิ่งประเทศโลกที่สาม ยังมาตามหลังประเทศตะวันตกแบบ ว่าง่าย หัวอ่อน เชื่องแล้ว เห็นฝรั่งเป็นเทพ เราก็ยิ่งห่างไกลจากต้นเหตุของปัญหามากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงเรายิ่งห่างไกลจากตัวสาระมากขึ้นเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าชาติตะวันตก เวลาทำอะไรนั้น เขามีสมาธิสูงมาก ตั้งใจจริง ทำให้ได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย อันเป็นสามัญลักษณ์ของชนชาติ ผมกำลังตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดฝรั่งมาศึกษาพระไตรปิฎก จะเกิดอะไรขึ้น? เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ตัวเนื้อหา เป็นทฤษฎีที่เขาไขว่คว้าหากันแทบเป็นแทบตาย เพราะมันอธิบายความเป็นคน อันเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด รวมทั้งวิธีการหลุดรอดพ้นเสียด้วย แต่เขาไม่พบ หรือพบแต่ไม่สนใจ แม้กระทั่งคนไทยเราเองเกิดมาในแผ่นดินที่เรียกว่าแผ่นดินธรรม เรายังมองข้ามกันไปเลย แทบไม่มีใครสนใจเสียด้วยซ้ำ เรามีแต่ชาวพุทธตามสำมะโนครัว ที่ทำอะไรก็แค่ทำตามประเพณี รู้แต่ว่าจะจุดธูปกี่ดอก ถวายเพลพระกี่องค์ จะมีใครสักกี่คนที่ค้นพบว่า ตัวเองโคตรโชคดีเลย ได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เผอิญว่าผมติดเอาพระไตรปิฎกฉบับย่อมาอ่านด้วย การมาเรียนอังกฤษครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำในความโชคดีของตัวเองที่มาพบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อันเป็นสาระจริงๆ ของพุทธ ไม่ถูกครอบงำด้วยเปลือกของประเพณีประเภทฝังทองลูกนิมิต แห่เทียนพรรษา ในขณะที่ฝรั่งเขาดิ้นรนกันแทบบ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งทฤษฎีแต่ละเรื่อง ในเวลาเดียวกันในมือผมมีทฤษฎีที่เข้าใจง่ายๆ และเป็นคำตอบของชีวิต ผมรู้สึกเหมือนกำลังถือทองคำไว้เลย แต่คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นก้อนหิน เพราะในชีวิตเขาไม่เคยรู้ว่ามีทองคำอยู่จริงๆ และไม่รู้ว่าทองคำนั้นมีค่าอย่างไร จึงไม่มีทางที่ฝรั่งจะให้ความสนใจ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทฤษฎีธรรมชาติทั้งหมด เพราะทฤษฎีนี้ ถูกจัดไว้หมวดหมู่ของเรื่องศาสนา....
ตัวเนื้อหาที่ผมเรียน จึงเป็นการศึกษาทฤษฎีที่อธิบายความเป็นไปของโลก ตามแง่มุมและวิธีคิดต่างๆ เรากำลังเรียนตามหลังปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา จริงๆ แล้วปัญหาของโลกทั้งมวลที่เรากำลังเรียนแทบเป็นแทบตายอยู่นี้ ต้นตออยู่ปลายจมูกเรานี่เอง คือการย้อนกลับมาดูที่เราเอง...แค่นั้นเอง แต่คนเรากลับไปมองนอกตัว แล้วก็ศึกษามันไปไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมีสถาบัน, เกียรติ เงินเป็นเครื่องล่อ ก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ กลายเป็นว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องเฉพาะการเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว
สตีป จ๊อป (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและเป็น CEO ของบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ กลับไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา เขาลาออกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต แล้วก็ค้นพบว่าสาระจริงๆ ของชีวิตนั้น คืออะไร เขาเข้าถึงสาระของชีวิต จนประสบความสำเร็จมโหฬาร สตีปจ๊อป ได้รับเชิญไปให้โอวาทกับนักศึกษาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ซึ่งอยู่ระดับ Top Tenของโลก ผมฟังแล้วฟังอีกหลายร้อยรอบแทบจะท่องได้ทั้งหมดเพราะมันน่าฟัง น่าตกใจว่าสิ่งที่สตีปจ๊อปค้นพบนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้า ค้นพบ สตีฟจ๊อป ค้นพบเพียงอาจเพียงประมาณหนึ่งในล้านของทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ผมจึงเอาทฤษฎีของสตีฟจ๊อปมาโพสไว้ด้วย ข้างบนนี้
จดหมายจากวุฒิ
วุฒิคือเพื่อนที่แสดงอิทธิฤทธิ์ของการศึกษาธรรมะให้ผมเห็นจนกระทั่งผมกลับไปสู่จุด Returning Point ได้คือหันกลับมาให้ความสนใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าหลังจากพบเห็นด้วยตนเองว่า ความทุกข์สอนอะไรเราบ้าง ล่าสุดไอ้เอกเพื่อนชั่ว ที่เคยร่วมทำชั่วมาด้วยกันและไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีจุด Returning Point ได้เช่นกัน และรวดเร็ว ไอ้เอกมันไปนั่งสมาธิที่วัดและถวายเพล ทำสังฆทานเกือบทุกวัน ผมคุยกับวุฒิว่าเอกมันมาแล้วนะ เริ่มมีดวงตามองเห็นแล้ว วุฒิเมลมาหาผมซึ่งน่าสนใจมาก เพราะวุฒิเข้าใจสภาพที่ผมกำลังเป็นอยู่แม้ไม่ได้มาเผชิญด้วยตนเอง
สวัสดี ดาวเพื่อนรัก
เป็นไงบ้างเพื่อน ไปเรียนได้เห็น ได้รู้อะไรบ้าง เล่าสู่ต่อกันฟังบ้างก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกรัฐ นะเพื่อน พื้นฐานชีวิต และจิตใจเขาดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ค้นพบสัจธรรม ยังเวียนว่ายอยู่ในอ่างน้ำอยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่นาน เมื่อน้ำนั้นเต็มอ่าง เขาจะหลุดออกจากอ่างส่งสู่คลอง ไหลลงสู่มหาสมุทรไปเอง เมื่อนั้น เขาได้พบอิสรภาพที่แท้จริงไปเอง เขายังไม่ค้นพบหลักยึด ต้องอาศัยเวลา แต่ตรวจสอบวาระจิตแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ยังไม่มีอนันตริยกรรม หรือวิบากกรรมที่หนักหนาเท่าไรนัก เพียงแต่เหตุปัจจัยเขายังไม่ถึงพร้อมด้วยมรรคเท่านั้นเอง รอระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การปฏิบัติเท่านั้น
ว่าแต่ดาวเพื่อนรัก ยังต้องอดทนหน่อยนะ เรียนหนักหน่อยไม่เป็นไร ยังอยู่ในระหว่างการปรับตัว ยังไม่ชินก็เท่านั้น ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เหมือนเด็กที่กำลังเรียนรู้โลกใหม่ ก็ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับภาษาสมมติของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ตราบเมื่อเข้าใจเข้าที่เข้าทางแล้ว จะฉลุยเลยเพื่อน มองเข้าไปในจิตใจผู้สอนว่าเขาสื่ออะไรเพื่อน แล้วมองเข้าไปในจิตใจตัวเราเอง ว่าเราจะรู้อะไร และได้รู้ไปถึงไหน ใหม่ ๆ ต้องอาศัยจินตนาการผสมผสานหน่อยนะ ต่อไปจินตนาการจะเป็นเนื้อเดียวกันกับความรู้ไปเอง จะเข้าใจไปเองแหล่ะ ไม่ต้องกังวล เพราะทั้งผู้สอนและผู้เรียน ต่างประกอบด้วยจิตเป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น สภาวะธาตุรู้ เหมือนกันหมดแหล่ะ ไม่มีผิด มีถูก ผสานกันด้วยเนื้อแห่งธรรมทั้งนั้น เมื่อเข้าใจจะเรียนรู้อะไรก็ได้ อย่าลืมนะเพื่อน ทำความเข้าใจกับเนื้อหา ไม่ยากหรอก เป็นเนื้อเดียวกันทั้งนั้น ได้ความรู้ทางโลกก็เล่าสู่ต่อกันบ้างก็ได้นะ
ฝรั่งเขามีความรักเป็นพื้นฐานทางจิตใจ มีความบริสุทธิ์ในความเมตตาและการให้อภัย ไปถึงขั้นของการเสียสละ ส่วนเราคนไทยมีความเข้าใจธรรมเป็นเนื้อหา เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจธรรม เราจะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ทุกอย่าง และจะเข้าใจความรักที่เขาพึงมี นี่แหล่ะที่เขาปรารถนาจะพิทักษ์โลก เขาจึงเข้าใจว่า การเรียนรุ้ของเขาจึงเป็นการพยายามจะรักษาโลกเพื่อจะสร้างสันติ เพื่อสร้างเกราะให้กับประเทศที่เขารักเขาหวงแหน ดังนั้นพื้นฐานของการก่อการร้าย เขามองว่าเป็นการทำลายสันติของโลก สันติของประเทศเขา ศาสตร์วิชาต่าง ๆ ที่เขาจึงพยายามที่คินค้น และคว้าเพื่อจะเรียนรู้ แต่เขาไม่อาจเรียนรู้จิตของผู้เป็นศัตรูที่เขามองว่าเป็นผู้ทำลายโลกเลย เพราะเขาไม่เข้าใจในจิตใจของตัวเองให้ลึกไปถึงรากฐานของจิตที่เป็นตัวสร้างทุกข์ และในขณะเดียวกันจะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ที่ใจนั่นเอง ดังนั้น จึงฝากเพื่อนไว้นะ แลกเปลี่ยนความรู้ กับเขาไว้นะเพื่อนนะ ระวังการคิดว่าเราจะไปเอาความรู้เขานะ ขอให้คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขา จะทำให้ใจของเราเปิดกว้างพร้อมที่รับรู้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดกับเขาได้ในเวลาเดียวกัน ทำหน้าที่ของเพื่อนให้ดีที่สุดแล้วกัน นั่นคือการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดแล้ว
ท้ายนี้เพื่อมีอะไรส่งเมล์มาแล้วกันนะ รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันนะเพื่อน เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เรียนให้สนุก เรียนให้มีความสุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ กำลังของสมาธิ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
โมทนาสาธุ
วุฒิ
เป็นไงบ้างเพื่อน ไปเรียนได้เห็น ได้รู้อะไรบ้าง เล่าสู่ต่อกันฟังบ้างก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกรัฐ นะเพื่อน พื้นฐานชีวิต และจิตใจเขาดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ค้นพบสัจธรรม ยังเวียนว่ายอยู่ในอ่างน้ำอยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่นาน เมื่อน้ำนั้นเต็มอ่าง เขาจะหลุดออกจากอ่างส่งสู่คลอง ไหลลงสู่มหาสมุทรไปเอง เมื่อนั้น เขาได้พบอิสรภาพที่แท้จริงไปเอง เขายังไม่ค้นพบหลักยึด ต้องอาศัยเวลา แต่ตรวจสอบวาระจิตแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ยังไม่มีอนันตริยกรรม หรือวิบากกรรมที่หนักหนาเท่าไรนัก เพียงแต่เหตุปัจจัยเขายังไม่ถึงพร้อมด้วยมรรคเท่านั้นเอง รอระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การปฏิบัติเท่านั้น
ว่าแต่ดาวเพื่อนรัก ยังต้องอดทนหน่อยนะ เรียนหนักหน่อยไม่เป็นไร ยังอยู่ในระหว่างการปรับตัว ยังไม่ชินก็เท่านั้น ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เหมือนเด็กที่กำลังเรียนรู้โลกใหม่ ก็ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจกับภาษาสมมติของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ตราบเมื่อเข้าใจเข้าที่เข้าทางแล้ว จะฉลุยเลยเพื่อน มองเข้าไปในจิตใจผู้สอนว่าเขาสื่ออะไรเพื่อน แล้วมองเข้าไปในจิตใจตัวเราเอง ว่าเราจะรู้อะไร และได้รู้ไปถึงไหน ใหม่ ๆ ต้องอาศัยจินตนาการผสมผสานหน่อยนะ ต่อไปจินตนาการจะเป็นเนื้อเดียวกันกับความรู้ไปเอง จะเข้าใจไปเองแหล่ะ ไม่ต้องกังวล เพราะทั้งผู้สอนและผู้เรียน ต่างประกอบด้วยจิตเป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น สภาวะธาตุรู้ เหมือนกันหมดแหล่ะ ไม่มีผิด มีถูก ผสานกันด้วยเนื้อแห่งธรรมทั้งนั้น เมื่อเข้าใจจะเรียนรู้อะไรก็ได้ อย่าลืมนะเพื่อน ทำความเข้าใจกับเนื้อหา ไม่ยากหรอก เป็นเนื้อเดียวกันทั้งนั้น ได้ความรู้ทางโลกก็เล่าสู่ต่อกันบ้างก็ได้นะ
ฝรั่งเขามีความรักเป็นพื้นฐานทางจิตใจ มีความบริสุทธิ์ในความเมตตาและการให้อภัย ไปถึงขั้นของการเสียสละ ส่วนเราคนไทยมีความเข้าใจธรรมเป็นเนื้อหา เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจธรรม เราจะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ทุกอย่าง และจะเข้าใจความรักที่เขาพึงมี นี่แหล่ะที่เขาปรารถนาจะพิทักษ์โลก เขาจึงเข้าใจว่า การเรียนรุ้ของเขาจึงเป็นการพยายามจะรักษาโลกเพื่อจะสร้างสันติ เพื่อสร้างเกราะให้กับประเทศที่เขารักเขาหวงแหน ดังนั้นพื้นฐานของการก่อการร้าย เขามองว่าเป็นการทำลายสันติของโลก สันติของประเทศเขา ศาสตร์วิชาต่าง ๆ ที่เขาจึงพยายามที่คินค้น และคว้าเพื่อจะเรียนรู้ แต่เขาไม่อาจเรียนรู้จิตของผู้เป็นศัตรูที่เขามองว่าเป็นผู้ทำลายโลกเลย เพราะเขาไม่เข้าใจในจิตใจของตัวเองให้ลึกไปถึงรากฐานของจิตที่เป็นตัวสร้างทุกข์ และในขณะเดียวกันจะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ที่ใจนั่นเอง ดังนั้น จึงฝากเพื่อนไว้นะ แลกเปลี่ยนความรู้ กับเขาไว้นะเพื่อนนะ ระวังการคิดว่าเราจะไปเอาความรู้เขานะ ขอให้คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขา จะทำให้ใจของเราเปิดกว้างพร้อมที่รับรู้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดกับเขาได้ในเวลาเดียวกัน ทำหน้าที่ของเพื่อนให้ดีที่สุดแล้วกัน นั่นคือการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดแล้ว
ท้ายนี้เพื่อมีอะไรส่งเมล์มาแล้วกันนะ รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันนะเพื่อน เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เรียนให้สนุก เรียนให้มีความสุข เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ กำลังของสมาธิ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
โมทนาสาธุ
วุฒิ
It's stunned
I could not believe that a friend of mine, who went bad together in the past, currently we would talk in the topic of Dhama, the truth of life, meditation and so on. There is nothing going wrong but it is appeared that as time passed by things keep changing, either do us. It means we are growing up and having enough experience to look backward and realize what we are going to do next. I taged this 'returning point'.
Tuesday, 9 October 2007
Sth. getting better
I found myself happier today. Not because I already adjusted myself or got use to it, but it's because I've found something. It's not only me who is in trouble with studying but, in the class today, more than a half of all students found themselves in trouble too. We all haven't understood the article that we just read. It's abstract and talking about something in the air which are untouchable. Moreover, some of them didn't have any reading matterials. I have those and I read them through but I didn't understand them at all, at least it gave me overview and the idea of essays. What make me feel good is that when I know I have to share them what I have. It's true that studying here is about competition, but the rivals are not your classmates, it's yourselves. You have to beat yourself and get over it. Leave convenient life behind and fight to your laziness. Fight with the books, with the time management. There's only friends that you can do for them. So, I posted them all materials I have which they haven't had. That's happiness I found when start giving, again. Budhish theories are always proved, and they're always right.
Life is not bad at all when we found something interesting, even when you are in the dark side. I push myself hard reading books for which I've never done before. I always think that how hard I get here. I'm one of the Royal Thai Police representatives and I'm representing Thailand, aren't I?. There's nothing to be afraid of. Like P Phu claims, don't be afraid of Farangs, they should be afraid of us because they're reluctant to understand us. I also found something interesting. Put studying matter away while walking back home, enjoy some corners surrounding that I always missed. I stopped and sited there for a while, looking around, then I started feeling so much beautiful everywhere as I've passed by.
Happiness is hard earn when you're in trouble. The truth is it's in some corners aroud us but we fail to look at it.
Friday, 5 October 2007
เดินไปโรงเรียน
ทางเดินไปโรงเรียนสุดยอดมาก มุดป่าผ่านทะเลสาป
ไปเรื่อยจนไปโผล่ใกล้หอนาฬิกาที่เห็นอยู่ลิบๆ จริงๆ แล้วเป็นสวนสาธารณะ (Public Park)ซึ่งอยู่หน้ามหาลัยเลย และเป็นพื้นที่ของมหาลัย เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาใช้ได้ด้วย มีร้านอาหารที่คอยดูดทรัพย์ผู้มานั่งเล่น เป็นโซนวิ่งออกกำลังกายด้วย หากไม่อยากฝ่าดงทะลุป่า (ปกติก็ไม่ค่อยมีใครเดินอยู่แล้ว) ก็ไปตามถนนปกติธรรมดา ที่มีรถเมล์วิ่งมาคอยรับประเคนถึงที่
Fresher Fayre
Monday, 1 October 2007
อาการแรกเริ่ม
การเข้าห้องเรียนนั่งฟังธรรมดามันยังไม่รู้สึกอะไร
แต่เมื่อ Lecture แล้ว จะต้องมี Seminar นั่นคือการสะท้อนความเข้าใจการ Lecture และการอ่านหนังสือเตรียมมาล่วงหน้าของเรา ผ่านทางการแสดงออก โดยการ Presentation, discussion, working in group
เข้าห้องสัมมนาทีไรรู้สึกแย่ทุกครั้ง ผิดหวังในตัวเอง
เพราะไม่รู้เรื่องเลย และซวยโดนไปอยู่กลุ่มฝรั่ง
เวลาเขาพูดถกกัน ก็แบบทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น จนผมไม่ได้พูด
ถ้าให้พูดก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะมันไม่รู้เรื่อง นึกแล้วสงสารตัวเองชะมัด
อุตสาห์ถ่อสังขารมาเรียนไกล
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องให้ปวดหัวอีก
เมื่อเข้าห้องสัมมนา อาจารย์จะให้เลือกเลยว่าจะ Presentation
เรื่องอะไร ตามหัวข้อตลอดทั้ง 10 สัปดาห์ ให้เลือกทันที
นี่ผมไม่เคยตั้งตัวอะไรได้ทันกับเค้าเลย ชาวบ้านเค้าไปกันถึงไหนแล้ว
ยังงงกับหัวข้อว่าเราจะมีความรู้เรื่องพวกนี้หรือเปล่า
ผมรู้สึกด้อยมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้โง่
หรือเป็นเพราะความรู้เดิมทั้งหลาย...เรา input มันเป็นภาษาไทย
จัดเก็บข้อมูลในสมองแบบไทยๆ
กว่ามันจะประมวลผลออกมาเป็นภาษาอังกฤษมันต้องผ่านกระบวนการอะไรหรือเปล่า
หรือว่าความรู้ปูมหลังเราไม่มีกันแน่
ผมเสียเปรียบตรงที่ คนอื่นเขาเรียนเรื่องพวกนี้มาก่อนทั้งนั้น
แล้วก็พูดภาษาของเค้าเอง รู้เรื่องกันเอง
ผมจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสปีดตามพวกนี้ทัน
มันอดเปรียบเทียบไม่ได้
เพราะไม่รู้เรื่องเลย และซวยโดนไปอยู่กลุ่มฝรั่ง
เวลาเขาพูดถกกัน ก็แบบทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น จนผมไม่ได้พูด
ถ้าให้พูดก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะมันไม่รู้เรื่อง นึกแล้วสงสารตัวเองชะมัด
อุตสาห์ถ่อสังขารมาเรียนไกล
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องให้ปวดหัวอีก
เมื่อเข้าห้องสัมมนา อาจารย์จะให้เลือกเลยว่าจะ Presentation
เรื่องอะไร ตามหัวข้อตลอดทั้ง 10 สัปดาห์ ให้เลือกทันที
นี่ผมไม่เคยตั้งตัวอะไรได้ทันกับเค้าเลย ชาวบ้านเค้าไปกันถึงไหนแล้ว
ยังงงกับหัวข้อว่าเราจะมีความรู้เรื่องพวกนี้หรือเปล่า
ผมรู้สึกด้อยมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้โง่
หรือเป็นเพราะความรู้เดิมทั้งหลาย...เรา input มันเป็นภาษาไทย
จัดเก็บข้อมูลในสมองแบบไทยๆ
กว่ามันจะประมวลผลออกมาเป็นภาษาอังกฤษมันต้องผ่านกระบวนการอะไรหรือเปล่า
หรือว่าความรู้ปูมหลังเราไม่มีกันแน่
ผมเสียเปรียบตรงที่ คนอื่นเขาเรียนเรื่องพวกนี้มาก่อนทั้งนั้น
แล้วก็พูดภาษาของเค้าเอง รู้เรื่องกันเอง
ผมจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะสปีดตามพวกนี้ทัน
มันอดเปรียบเทียบไม่ได้
เสาร์อาทิตย์ที่ถูกลืม
ไม่น่าเชื่อว่าผมจะอยู่แต่ในบ้านโดยไม่ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย
ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ยาวถึงวันเสาร์อาทิตย์ และเช้าวันจันทร์
ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องทั้งคืนทั้งวัน
ระบบการเรียนที่ให้เราขวนขวายด้วยตนเองนี่มันทรมานชัดๆ
ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีสมาธิ
แต่เพราะว่ามันไม่รู้เรื่อง
อ่านหน้าละหนึ่งชั่วโมง เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร มีสาระอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว
น่ากลัวว่าผมจะไปรอดไหมนี่ กับการจะแอบขอเป็นนักเรียนนอกสักครั้งในชีวิต
เพราะภาษาที่เขาใช้เขียนมันไม่ใช่ภาษามนุษย์ มันเป็นภาษา
ที่กลุ่มคนบ้าวิชาการด้วยกันเข้าใจกันได้
มันเหมือนผมพยายามถีบตัวเองเข้าไปสู่วงการใหม่ ทั้งเตะทั้งถีบตัวเอง
จริงๆ แล้ว หากผมเรียนไม่จบ หรือแอบเรียนไม่จบก็ไม่ได้มีใครว่า มาบังคับ
แต่คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือเราเอง มันจึงเป็นที่มาของการอ่านแบบตะลุย
แม้ว่าจะโง่ก็ตามที
จนกระทั่งคืนวันอาทิตย์ เหมือนแสงสว่างเริ่มโปรยลงมา
ผมอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ก็พบว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ความคุ้นเคยแค่นั้นเอง
เราไม่คุ้นเคยกับมัน เรากลับไปโทษมัน
เราแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เวลากับมัน เราไม่อยากถอย แต่ลองขลุกอยู่กับมันสักพัก
สักสองสามวัน จากร้ายก็จะกลายเป็นดี จากลบก็เป็นบวก
สโลแกน "ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง" นั้นถูกพิสูจน์และเห็นผลได้ด้วยตนเองแล้ว
การไม่ได้ออกไปไหนและหมกตัวอยู่กับตำรา ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการอยู่ในกรง
ผมอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ก็คล้ายกับว่าถูกขัง แต่เราไม่รู้สึกว่าถูกขัง
แล้วยังกลับมีความสุข ดูเหมือนว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้อยู่ในที่ใหญ่โตอลังการ
แต่กลับอยู่ที่ใจเป็นอิสระ จากการที่คิดว่าถูกขัง เพราะมีสิ่งอื่นที่มุ่งมั่นมากกว่า
มีอะไรให้ทำมากกว่า มีเป้าหมายชัดเจนกว่า
เราจึงไม่ได้สนใจภาวะการถูกขังจากสภาพภายนอก
ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ยาวถึงวันเสาร์อาทิตย์ และเช้าวันจันทร์
ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องทั้งคืนทั้งวัน
ระบบการเรียนที่ให้เราขวนขวายด้วยตนเองนี่มันทรมานชัดๆ
ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีสมาธิ
แต่เพราะว่ามันไม่รู้เรื่อง
อ่านหน้าละหนึ่งชั่วโมง เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร มีสาระอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว
น่ากลัวว่าผมจะไปรอดไหมนี่ กับการจะแอบขอเป็นนักเรียนนอกสักครั้งในชีวิต
เพราะภาษาที่เขาใช้เขียนมันไม่ใช่ภาษามนุษย์ มันเป็นภาษา
ที่กลุ่มคนบ้าวิชาการด้วยกันเข้าใจกันได้
มันเหมือนผมพยายามถีบตัวเองเข้าไปสู่วงการใหม่ ทั้งเตะทั้งถีบตัวเอง
จริงๆ แล้ว หากผมเรียนไม่จบ หรือแอบเรียนไม่จบก็ไม่ได้มีใครว่า มาบังคับ
แต่คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือเราเอง มันจึงเป็นที่มาของการอ่านแบบตะลุย
แม้ว่าจะโง่ก็ตามที
จนกระทั่งคืนวันอาทิตย์ เหมือนแสงสว่างเริ่มโปรยลงมา
ผมอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ก็พบว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ความคุ้นเคยแค่นั้นเอง
เราไม่คุ้นเคยกับมัน เรากลับไปโทษมัน
เราแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เวลากับมัน เราไม่อยากถอย แต่ลองขลุกอยู่กับมันสักพัก
สักสองสามวัน จากร้ายก็จะกลายเป็นดี จากลบก็เป็นบวก
สโลแกน "ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง" นั้นถูกพิสูจน์และเห็นผลได้ด้วยตนเองแล้ว
การไม่ได้ออกไปไหนและหมกตัวอยู่กับตำรา ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการอยู่ในกรง
ผมอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ก็คล้ายกับว่าถูกขัง แต่เราไม่รู้สึกว่าถูกขัง
แล้วยังกลับมีความสุข ดูเหมือนว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้อยู่ในที่ใหญ่โตอลังการ
แต่กลับอยู่ที่ใจเป็นอิสระ จากการที่คิดว่าถูกขัง เพราะมีสิ่งอื่นที่มุ่งมั่นมากกว่า
มีอะไรให้ทำมากกว่า มีเป้าหมายชัดเจนกว่า
เราจึงไม่ได้สนใจภาวะการถูกขังจากสภาพภายนอก
Subscribe to:
Posts (Atom)

