Monday, 10 December 2007

กลัวตัวเอง

ณ วันนี้ผมเริ่มกลัวความคิดของตัวเอง ที่เริ่มไม่ยอมรับตัวองค์ความรู้ของการศึกษาของที่นี่
มีความคิดไม่รับ ถึงขนาด ไม่เข้าห้องเรียน
เพราะเห็นชัดๆ เต็มๆ แล้วว่า
การแก้ปัญหาในแนวความคิดแบบตะวันตก คือการแก้ที่ปลายเหตุเสมอ
ปัญหาตัวไหนปูด ก็วิ่งเข้าไปแก้ตรงนั้น แม้กระทั่งองค์กรโลก UN เอง ก็ตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับการแก้ปัญหาแบบนี้ เหมือนวัวพันหลัก เกาไม่ถูกที่คัน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ความน่ากลัวของโลกทุกวันนี้มีพื้นฐานมาจากตรงนี้ อันเป็นรากฐานทั้งหมด

ผมยังไม่เคยเห็นคำว่า บุญคุณ เป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้กัน
สิทธิมนุษยชน ในสายตาของตะวันตก มีค่ามากกว่า กตัญญู ตรงนี้ระวังให้ดี
หากเรามีฝรั่งโบกรถเรา แล้วเราใจดีให้นั่งไปด้วย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุรถชน
ระวังเขาฟ้องร้องเราให้เจ๊งเชียว...เคยมีมาแล้ว บุญคุณไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน
เราจะเห็นคดีแปลกๆ ที่อ้างสิทธิ์ของตนมากมายในตะวันตก เช่นคดีคนอ้วนฟ้อง
ร้านแม็คโดนัลที่ทำให้ตัวเองอ้วน แล้วก็ชนะคดีเสียด้วย มันจะขัดสายตาเราตรงที่
อ้าว..แล้วไปกินร้านมันทำไม
เพราะสไตล์ฝรั่ง ไม่เคยมองว่าตนเองผิด สิทธิเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
นักสิทธิมนุษยชนขณะนี้มีหน้าที่คลับคลากับนักวิจารณ์ คอยติคนอื่นอยู่ร่ำไป
แต่นักสิทธิมนุษชนหนักหน่อยที่เล่นแบบแหกปากเรียกร้องด้วย
นักวิจารณ์ในสายตาโกวเล้ง คือ เห็บที่คอยหากินอยู่บนตัวราชสีห์
ไม่มีปัญญาจะเป็นราชสีห์ได้ ก็คอยดูดเลือดเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
นักสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ เรียกร้องสิทธิจาก Google ที่ไปเก็บข้อมูลของเขา
เอาข้อมูลไปวิเคราะห์ทำโน่นทำนี่
อันนี้เป็นตัวอย่างการไม่รู้จักบุญคุณ, Google เติบใหญ่จากการเป็นผู้ให้ แถมให้ใช้ฟรีๆ
ปัญหาของฝรั่งคือการไม่มองดูตัวเองเลย หรือเรียกแบบไพเราะชัดๆ ว่าไม่สำเหนียกตัวเอง
ไปใช้ของเขาฟรีแล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิอีก
ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ไม่ต้องใช้ตั้งแต่แรก, เขาไม่ได้มองตรงนี้เลย เรียกร้องอย่างเดียว
แล้วเป็นนักวิชาการที่โด่งดังจากอังกฤษเสียด้วย
พาลคิดไปว่าเหมือนกับไปขออาหารเขากิน แล้วมาบ่นว่าไม่อร่อย


การอยากครอบครองพื้นที่โดยอ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า โดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่นนั้นอันตราย ความเชื่อแบบหลงทางนี้น่ากลัว ไม่ต่างจากภาคใต้ของไทย ที่มีความอยากจนตัวสั่น จนเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักเป็นปลา
ความไม่ตระหนักว่า คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีเดี๋ยวก็ตายแล้ว จะอยากได้อะไรไปมากมายนั้น
ไม่ได้อยู่ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาเลย
ความเห็นผิดที่เกิดมาแล้วถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศรัตรู, พื้นที่นี้เป็นของเราแต่ปางก่อน โดยอาศัยศาสนาเป็นตัวปลุกปั่น
เป็นความเฮงซวยของคนที่เกิดมาในแผ่นดินที่ไม่ได้เสี้ยมสอนให้เชื่อในจิตสำนึกของตนเอง ก็เลยนำพาประเทศชาติของตนเฮงซวยไปด้วย

ผมว่าถ้าโลกนี้ไม่มีพระเจ้าให้คนเชื่อ สังคมอาจจะสงบสุขกว่านี้ก็เป็นได้
พระเจ้าไม่ใช่ผู้ก่อปัญหา พระเจ้าท่านก็อยู่ของท่าน แต่คนไปหลงผิดกันเอง
ฆ่ากันเองแล้วอ้างว่าทำเพื่อท่าน ผมว่าท่านเองก็อาจจะงงๆ อยู่
มีคนตะวันตกบางกลุ่มเริ่มคิดในมุมกลับ จนมีคำออกมาเสียดสีพระเจ้าอยู่เนืองๆ
"God doesn't exist' หรือ 'God is dead'
ความเจริญในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
เดี๋ยวนี้ อะไรๆ ก็ต้องอิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเป็นปลอดภัย
เริ่มรู้จักเหตุและผลขึ้น แต่ไม่ทุกคน
ความรุนแรงที่มาจากรากฐานของความเชื่อ ถูกปลูกฝังรากลึกเข้าไปในหัวคนจนแกะไม่ออก
ปัญหาอันมาจากความเห็นผิด เป็นรากฐานของปัญหาความรุนแรงในขณะนี้ทั้งหมด

ปัญหาการความเห็นผิดเป็นชอบ จึงควรเป็นกฎข้อแรกในการดำรงชีวิตในโลกเมื่อลืมตาดูโลกเหมือนการตั้งหางเสือของเรือให้ถูกทางแต่แรก ในทางพุทธบอกไว้ว่าเป็นข้อแรกของมรรคแปดในการดำเนินชีวิตตามปกติ คือ มีทิฏฐิในทางถูกต้องเสียก่อน

ถ้ามีความเห็นผิดแต่แรก มันก็เจ๊งตั้งแต่แรกแล้ว
อดีตนายกฯ ท่านเก่งทุกอย่างเก่งทุกด้าน เป็นฮีโร่ในใจของใครหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย
แต่ท่านอาจไปเจ๊งข้อแรกที่เห็นเงินแล้วตาโต เห็นเงินเป็นพระเจ้า คิดว่าเงินแก้ปัญหาทุกอย่าง
การเห็นเงินเป็นพระเจ้านั้น คล้ายกับเป็นทาสของระบอบทุนตะวันตก มอมเมาประชาชน ให้บ้าเงินตามฝรั่ง
จนลืมคำว่า คุณธรรม
แล้วไม่เคยมองออกว่า ฝรั่งนั้นชาติบ้านเมืองกำลังจะพังก็เพราะระบอบทุนนิยม
มันมองไม่ออกเพราะว่ามันมากับความมืด มันคืบคลาน กัดกร่อนไปทีละหน่อย


แต่ยังไงเสีย ผมก็ต้องจำใจเรียนต่อไปอยู่ดี เพื่อให้เรารู้ว่าเขามีวิธีคิดกันอย่างไร
เรียนแบบจำใจ..ฝืนๆ มันไป อาจจะมีอะไรดีๆ บ้างก็ได้


No comments: