Thursday, 29 November 2007

เรียนแล้วได้อะไร

ตลกตัวเองอยู่ว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ผมปวดหัวแทบเป็นแทบตายกับการเรียนที่นี่ แต่พอเข้าใจมันแล้ว ณ วันนี้ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ผมกำลังมองวิชาที่ผมกำลังอยู่นี้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เพราะมันไม่ได้ขัดเกลาจิตใจเราให้ผ่องใสขึ้นเลย มันเป็นการมองออกไปนอกตัวจนเกินไป จนลืมการมองตนเอง แต่ก็ต้องขอบคุณวิชาเหล่านี้ ที่ทำให้ผมรู้คุณค่าวิชาเอกของโลก ที่จริงๆ แล้วอยู่กับเรามาตั้งนานแต่เรา ไม่เคยคิดจะใส่ใจ จนต้องให้สภาพแวดล้อมมาบังคับ ถึงได้รู้คุณค่า เหมือนลิงถือแหวนอยู่แต่ไม่รู้ว่าแหวนมีค่าอย่างไร

ผมสงสารคนไทยด้วยที่ไปบ้าเต้นเห่อตามวิชาของฝรั่ง เป็นเพียงแนวคิดของแต่ละสำนักคิด ที่เขาคิดขึ้นมา
แล้วก็ถกแย้งกันไม่มีวันจบสิ้น เขาเพียงใช้อำนาจทางสื่อตีพิมพ์ อำนาจทางเงินทุน ตีพิมพ์เป็นเล่มๆ แล้วให้
เราบ้าตาม ผมอ่านดูเนื้อหาภายในก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจ หรือว่าอยู่นอกข่ายความสนใจเรากันแน่
เหมือนกำลังถกแย้งกันว่า คณิตศาสตร์ข้อนี้ สำนักนี้ใช้สูตรนี้คิด ถึงจะได้คำตอบ แต่อีกสำนักหนึ่งใช้อีกสูตรหนึ่งคิด ก็ได้คำตอบเหมือนกัน ส่วนอีกสำนักหนึ่งก็มาอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเห็นแล้วน่าสงสาร น่าสงสารคนที่เสียตังค์มหาศาลมาเรียนด้วย ส่วนผมไม่เสียตังค์เลยไม่รู้สึกตรงนี้

คนในโลกนี้มีปัญหาชนิดเดียวเท่านั้น ไม่ต้องไปแบ่งให้ไกลมากมายหลายชั้นให้ปวดหัวเปลืองข้าวสุกในการคิดทฤษฎีโน่นนี่มาป่วนโลกให้เต้นตามกัน นั่นคือปัญหาการไม่รู้จักมองตัวเอง เราต่างถูกครอบงำด้วยสิ่งภายในนอกตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เกิดการไม่รู้จักตนเอง

ก่อนมาที่นี่ ความคิดผมบรรเจิดว่าจะไปที่โน่นที่นี่ ไปนั่นไปนี่ตระเวณท่องเที่ยวไปให้ทั่วเลย แต่พอมาแล้วจริงๆ กลับไม่
ผมกลับถูกจำกัดด้วยวิชาการเรียนเหล่านี้ ด้วยการอยู่แต่ในบ้านเป็นหลัก ออกไปข้างนอกเพียงนิดๆ
หน่อยๆ สัปดาห์หนึ่งไปเรียนสักสามสี่ครั้ง กับไปตลาดสัปดาห์ละครั้ง
ได้อยู่กับตัวเองวันละเกือบๆ ยี่สิบสี่ชั่วโมง หาโอกาสอย่างนี้ได้น้อยมากในชีวิตคนเรา
หรือไม่ก็มีอีกวิธีหนึ่ง คือ ติดคุก ผมกำลังคิดว่าชีวิตตนเองตอนนี้ เหมือนการติดคุก เหมือนการถูกเนรเทศมาไกลๆ ที่หนึ่ง วัตถุประสงค์ของการติดคุก กับ การมาเรียนของผมที่นี่ มีสิ่งที่คล้ายกันคือ
"ให้เราอยู่กับตนเอง" สำนึกในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เรียนรู้ตนเองในขณะนี้ให้มากขึ้น

ผมเคยครุ่นเครียดกับการอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน บ่นแล้วบ่นอีก แต่อาจารย์ก้อยให้มุมมองน่าสนใจว่า
แกอิจฉาผมนะ ที่ได้ต่อสู้กับแค่ตำรา ในขณะที่คนอื่นเขาต่อสู้กับความวกวนของคนให้เจ็บปวดเศร้าหมอง
โอ้ นี่ในขณะที่เรากำลังเป็นทุกข์แทบแย่ ยังมีคนมาอิจฉาชีวิตเราด้วยหรือนี่
โลกมีสองด้านให้คิดเสมอ ณ วันนี้ ผมกลับรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง ตั้งแต่เกิดมานับสามสิบกว่าปี เราอยู่กับสิ่งภายนอกตลอดเวลา มีสิ่งดึงดูดไปนั่นไปนี่ไปโน่นอยู่เสมอ จนกระทั่งไม่มีแม้กระทั่งเวลาอยู่กับตนเอง ไม่มีเวลาสนทนากับตนเอง มัวแต่ปวดหัวกับปัญหาเรื่องภายนอกจนวุ่นวาย

สิ่งที่ผมได้จากที่นี่ ปรากฏว่าไม่ใช่เป็นความรู้จากตำราเรียน แต่เป็นการทำความรู้จักกับตนเองมากขึ้น
เนื้อหาวิชาที่นี่จึงกลายเป็นเพียงทางผ่าน เป็นเหมือนเครื่องมือที่มาช่วยบีบคั้นให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น
ถ้าไม่มีวิชาเหล่านี้ ผมก็ไม่ถึงจุดว่าที่สุดของเรามันเป็นอย่างไร
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องวางเครื่องมือนั้นเสีย เพราะไม่ได้หลงไหลเพลิดเพลินยินดีไปกับมัน
เพราะดูแล้ว ไม่เห็นมีวิธีคิดอะไรของทางตะวันตกดึงดูดใจผมได้เลย



No comments: