Thursday, 20 December 2007

Polarity

ผมไม่ได้สนใจหรอกว่า ทฤษฎีต่างๆ ที่ผมเรียนจะทำให้ผมเคลิบเคลิ้มไปกับมัน
แต่ผมสนใจตรงที่ มีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนผุดขึ้นเสมอๆ
วันนี้สำนึกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทุกอย่างในโลกนี้ แบ่งออกเป็นสองขั้วเสมอ”
หากลองสังเกตุชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันจะพบว่า ไม่มีสิ่งใดที่ไม่แบ่งเป็นสองขั้วและไม่อยู่ตรงข้ามกัน
เรียงมาจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไปจนถึงนามธรรม ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้, ดี-ชั่ว
หนาว กับร้อน, หญิงกับชาย, หัวกับก้อย, น้ำท่วมกับกันดาร, เด็กกับแก่, สุขกับทุกข์,
คุณอนันต์กับโทษมหันต์ ยิ่งนึกก็ยิ่งใช่
แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการตระหนักรู้, รู้ซึ้งในระหว่างสองสิ่งว่ามันเคลือบแฝงกันอยู่
ซ่อนเร้นกันอยู่, เมื่อสิ่งหนึ่งโผล่ สิ่งหนึ่งหลบและรอเวลาโผล่
ประโยคฮิตของปรัชญาจีนคือ ถ้าไม่มีฤดูหนาว เราจะไม่เห็นคุณค่าของฤดูร้อน
จริงๆ แล้วน่าสนุกหากเราคิดต่อไปเรื่อยๆ
วันใดที่เราติดการอาบน้ำอุ่น วันนั้นคือความทุกข์จากการอาบน้ำเย็นรอเราอยู่
ตอนเรียนเตรียมทหาร เราจะถูกจำกัดด้วยเรื่องเสรีภาพทางกาย สถานที่ วินัย
แต่เมื่อวันเสาร์อาทิตย์มาเยือน เราจะพบความสุขจากความอิสระ แม้คนทั่วไปจะมองไม่เห็นว่ามันน่าจะมีความสุขตรงไหน กะอีแค่ ได้เดินไปซื้อขนมชั้นมากินข้างทาง แน่นั่นกลับเป็นความสุขอย่างสุดซึ้งที่จำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะสองขั้วระหว่างการบีบบังคับ กับ เสรีภาพ ทำปฏิกิริยาในใจเราอยู่
ในวันหนึ่งที่เราเกิดมาลืมตาดูโลก สิ่งที่เราลืมเสมอคือความตายรอเราอยู่ มันมาคู่กัน
เพียงแต่ระบบสังคมหลีกเลี่ยงให้เรามองความตายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ, น่าปิดบัง ไม่น่ามอง ไม่น่ายินดี
ในแต่ละวันเราไม่เคยตระหนักเลยว่า เราจะต้องตาย ทั้งๆ ที่มันเป็นของคู่กันกับการเกิด
เมื่อไม่เคยคิด เราก็ทำใจไม่ได้กับการตาย ผมถึงได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่าในวันหนึ่งระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตอบว่าหลายครั้ง, พระพุทธเจ้าบอกน้อยไป, ให้ระลึกถึงทุกลมหายใจ
นี่คือการตระหนักรู้ระหว่างสองสิ่งที่มาคู่กัน เตรียมพร้อมทำใจไว้เมื่อมันมาถึง, Steve Jobs ซีอีโอ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์เองก็ตระหนักรู้ว่าความตายรออยู่ เมื่อคิดเช่นนี้ วิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราจะเปลี่ยนไป เพื่อมุ่งเข้าสู่สาระของชีวิตและเป้าหมายให้ตรงมากที่สุด โดยไม่อ้อมค้อมเสียเวลา
แน่นอนว่า หากริที่จะรัก ก็ต้องทำใจเผื่อการอกหักไว้ด้วย
เราเองไม่เคยคิดหรอกว่าเมื่อมีรัก แล้วมันจะมีทุกข์ ทั้งๆ ที่มีคำสอนอยู่ทนโท่
เมื่อมีรักเราจะหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับมันโดยไม่ได้มองอีกขั้วหนึ่งไว้รอ
เพราะเราเชื่อว่ารักระหว่างเราจะแน่แท้ มั่นคงถาวร แต่เมื่อไหร่ที่รักพ่นพิษ
นั่นแหละขุมนรกทางใจจ่ออยู่ต่อหน้า เพลงอกหักถึงได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
คนถึงได้ฆ่าตัวตาย, คดีฆาตกรรมเกือบแปดสิบเปอร์เซนต์มาจากอกหักรักคุด
เมื่อไหร่ที่เราชนะ นั่นคือความพ่ายแพ้มาแอบซ่อนตัวรอเราอยู่ อย่าเพิ่งหลงระเริง
มันมาเงียบๆ และมักจะโผล่มาตอนเราไม่ทันตั้งตัวเสียด้วยซิ
เรามักจะเห็นท่านผู้ใหญ่ผู้โตเวลาเกษียณราชการ, บางคนยังดิ้นรนไขว่คว้าที่จะมีอำนาจต่อไป
อาจจะลงเล่นการเมือง เพราะยังทำใจไม่ได้กับการหมดอำนาจ ไม่รู้คุณค่าของการเกษียณอายุ
เมื่อเรากระหน่ำเอาเปรียบธรรมชาติมากเกินไป ธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยน้ำท่วม
ดินแล้ง ประเด็นล่าสุดคือ Environmental Degradation แบบภาวะโลกร้อน
เพราะเมื่อไปถึงสุดขั้วหนึ่ง มันก็จะวกกลับ เพื่อปรับให้เข้าสู่สมดุลย์
เมื่อไหร่ที่มาถึงจุดวกกลับ หรือความทุกข์มาเยือน
เรามักพูดง่ายๆ ว่า “ทำใจ” แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า ทำใจนั้น “ทำอย่างไร”
ผมกำลังบอกว่าวิธีการทำใจ คือการนึกถึงแต่ละสิ่งเป็นสองขั้วเสมอ
ผมกำลังโยงเข้าไปสู่โลกธรรมแปด ที่กล่าวว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขและมีทุกข์ ซึ่งมันอาจจะกว้างไป ไม่ค่อยใกล้ตัว
เราเลยเพิกเฉยต่อคำสอน เราจะมาสนใจก็ต่อเมื่อ การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์
แวะมาทักทาย
จริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้วหรือโลกธรรมแปด ปรับได้กับทุกสิ่งในโลก
วันหนึ่งที่เรามีคอมพิวเตอร์ใช้ เราต้องตระหนักด้วยว่า เดี๋ยวมันก็เจ๊ง, ไม่นานหรอกมันก็จะแฮงค์ โดนไวรัสกิน หรือโดนขโมย มันอยู่กับเราไม่นาน อย่างนานที่สุดคือเราใช้มันจนพังคามือแล้วเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน
แต่ท้ายที่สุด คือมันก็ต้องพัง เพียงแต่ช้ากับเร็ว มันมาช้าก็ไม่เป็นไร แล้วไป
แต่ถ้าหากมันมาเร็วล่ะ ถามว่าเราทำใจได้หรือเปล่า? ปกติแล้วไม่มีใครทำใจได้หรอก มัวแต่ไปโทษไวรัส
โทษโจร โทษสิ่งอื่น แล้วไปแจ้งความก็เลยไปกันใหญ่, ในที่สุดก็มีคนบอกเราว่าให้ทำใจ
เราเลยไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไร เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุจริงๆ มันเกิดจากอะไร
หากเราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เราก็จะทำใจแบบไปเรื่อยเปื่อย เช่น คิดเสียว่าให้หมามันกิน, คิดซะว่าแม่มันตาย
อาจจะเป็นกรรมเก่า, ฯลฯ
เพราะจริงๆ แล้ว การแบ่งสองขั้ว มันคือกฏธรรมชาติ กฎที่เป็นจริงๆ ของโลก ว่ามันมา เดี๋ยวมันก็ไป
มันจะอยู่ตรงข้ามกันเสมอ คำฮิตในกลุ่มผู้ปฏิบัติ คือ มีเกิด มีดับ
ไม่มีชีวิตใครที่มีแต่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เดี๋ยวมันก็ดีเอง, เดี๋ยวก็ฝันร้าย เดี๋ยวก็ฝันดี, เดี๋ยวก็ซวย เดี๋ยวก็มีโชค ในสูตรคณิตศาสตร์เอง ก็ยังมี คูณ ตรงข้ามกับ หาร, บวกตรงข้ามกับลบ เพลงนี้ถึงชัดเจนในสัจธรรมว่า “ชีวิตที่ผ่านพบมีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม...กำลังใจ” เพราะชีวิตมันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ให้คงคุณค่าของกำลังใจไว้ก่อน เดี๋ยวดีเอง
ชีวิตผม 75% ที่อิงอยู่กับอินเตอร์เนต ตอนนี้ผมเริ่มปิดคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว
เพื่อปรับตัวเองให้เข้าสู่จุดสมดุลย์ ไม่พึ่งพิงมากเกินไป เพราะรู้ว่า พอมันเจ๊งเมื่อไหร่
เราจะเจ๊งไปกับมันด้วย อินเตอร์เนตล่มเพียงแค่หนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งเป็นวันหนึ่งที่ทุกข์ทรมานใจสาหัส
ทำให้ผมค้นพบสัจธรรมข้อนี้ แล้วก็เริ่มที่จะปิดมันเมื่อไม่จำเป็น
ยังพบด้วยว่า การดำรงตนแบบสมถะที่สุด จะทำให้เราพบความสุขได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องซื้อหา
เมื่อเราหัดกินอาหารที่ไม่อร่อยจนเคยชินแล้ว, ต่อให้อาหารไม่อร่อยแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้
ตรงกันข้าม แม้อาหารอร่อย ก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจว่า เราจะต้องดิ้นรนเพื่อหามันมากินจนได้
เราจะพบอยู่เนืองๆ ว่า เพื่อนเราเดินทางข้ามจังหวัดเพียงเพื่อไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดขึ้นชื่อแล้วก็กลับ
ไกลก็ไกล แพงก็แพง แต่ก็ต้องดิ้นรน เพราะเป็นความสุขที่หาได้ยาก
เป็นความสุขที่แบบต้องดิ้นรน, ต้องดิ้นพล่านเอาถึงจะได้ แล้วก็โหยหาอยู่ร่ำไป ไม่เคยพอ
แต่ความสุขที่ไม่ต้องดิ้นรนเลย คือ กินอะไรก็ได้ ไม่เห็นเดือดร้อน ถึงต้องเข้าใจสาระของการกินไง ว่า
มันคือการกินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ และสารอาหารครบก็พอแล้ว
การกินข้าวมื้อเดียว ทำให้ผมค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ ว่าจริงๆ แล้วคนเราบริโภคน้อยมาก
เรากินเพื่ออยู่จริงๆ, บางวันผมก็ไม่กินข้าวเลย หากไม่หิว ก็ไม่กิน คิดเสียว่าเป็นการทำดีท๊อกล้างพิษลำไส้
แล้ววันหนึ่งผมก็พบว่า ต่อให้ร้านอาหารหรูแค่ไหน ที่เราเคยมองว่าน่ากินแค่ไหน ณ วันนี้ ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเราเลย กลับเห็นแล้วรำคาญตามากกว่า รู้สึกว่าคนเราบริโภคเกินความจำเป็น
แล้วเราก็จะพบจริงๆ ว่าความหิว เป็นเหมือนโรคๆ หนึ่ง ที่รักษาได้ด้วยอาหาร
เราจึงเคยได้ยินคำว่า “กินเป็นยา” และพระพุทธพจน์ก็ยังเอ่ยด้วยว่า “ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง”
ให้มองเรื่องความหิว เป็นเรื่องของโรค บำบัดได้ด้วยอาหาร แค่เป็นยาแก้หิวพอ
ผมจึงพบว่า ความหิว เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรำคาญตัวเอง บางวันก็เลยไม่กินข้าวเสียเลย

การดำรงตนแบบติดดิน จะทำให้เราเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งชัดเจนขึ้น ในสิ่งที่เป็นด้านตรงข้าม เสมอ
นั่นคือสูตรของกลุ่มอโศก ที่ดำรงตนแบบคนจน อยู่อย่างคนจน
แล้วจะพบว่าความสุขนั้นหาง่ายมาก พบได้ทั่วไปตามท้องถนน ป้ายรถเมล์ ท้องไร่ท้องนา
ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวยเข้าห้าง นั่งร้านสตาร์บั๊ก แล้วหากไปสถานที่เช่นนั้น
คนปกติทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นความสุข
แต่หากเราไปนั่งแบบเขาบ้าง เราจะพบว่าเราอาจสุขกว่าเขาถึงสองเท่า, ในทางตรงกันข้าม หากเขาต้องมานั่งข้างถนน เขาจะพบว่าเขาเป็นทุกข์ แต่เรากลับยังสุขอยู่ นี่คือคุณค่าของการดำรงแบบสมถะ

Thursday, 13 December 2007

บททดสอบ

เหมือนชะตาฟ้าจะแกล้ง มีบททดสอบมาให้ย้อนดูตัวเอง
อินเตอร์เนตที่บ้านเจ๊งไปหนึ่งคืนหนึ่งวันเต็มๆ ผมแทบชักตาย
งงตัวเองอยู่เหมือนกันว่า นี่เราเสพติดเนตขนาดนี้เชียวเหรอ
ไม่มีเนตเหมือนชีวิตหล่นหายไปกว่า 75% เชียวหรือ
ทั้งการเรียน, การงาน, ห้องสมุดแบบ unlimited, การส่วนตัวฯลฯ
ทุกอย่างอิงแอบแนบสนิทอยู่กับเนต นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้หรือ?
ทั้งๆ ที่สามเดือนที่แล้ว เราแทบไม่ค่อยได้ใช้มัน เรายังไม่เห็นเป็นไรเลย
แต่วันนี้ เนตมีอิทธิพล ครอบคลุม ทั้งกายและใจเรามากมายเพียงนี้เชียว
นี่เป็นบทเรียนสำคัญของโลกแบบ Globalisation ที่มันค่อยๆ แฝงมาทีละนิด
จนเราเสพติดโดยไม่รู้ตัว แล้ววันหนึ่งมันหายไป เราก็ชักดิ้นชักงอ
ขอบคุณบทเรียนอันล้ำค่า จะได้มีสำนึกมากขึ้น
ผมหมดตังค์กับค่าโทรศัพท์ไปเป็นพัน (ในขณะที่ค่าเนตเดือนละ 700)เพื่อที่จะโทรจิก
บริษัทที่รับผิดชอบมาดำเนินการให้ ค่าโทรศัพท์มันแพง เพราะมันเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ
โยนสายกันไปมา ให้กดหมายเลขนั้นหมายเลขนี้ กว่าจะเจอตัวคนจริงๆ รับสาย ตังค์ในโทรศัพท์ก็หมดพอดี
เวรกรรมไรกัน นับว่าเป็นการใช้หนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์ที่ติดหนี้กับเค้ามาตั้งแต่ชาติปางไหน
เราเห็นอาการของเราชัดมาก เหมือนคนติดยาเสพติดแล้ว กำลังเสี้ยน หิวยา ดิ้นรนทุรนทุราย
ทำอย่างไรก็ได้ให้มาซึ่งยาเสพติด มันมีอาการเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ
นี่แหละ ความเจริญแบบตะวันตก

Monday, 10 December 2007

กลัวตัวเอง

ณ วันนี้ผมเริ่มกลัวความคิดของตัวเอง ที่เริ่มไม่ยอมรับตัวองค์ความรู้ของการศึกษาของที่นี่
มีความคิดไม่รับ ถึงขนาด ไม่เข้าห้องเรียน
เพราะเห็นชัดๆ เต็มๆ แล้วว่า
การแก้ปัญหาในแนวความคิดแบบตะวันตก คือการแก้ที่ปลายเหตุเสมอ
ปัญหาตัวไหนปูด ก็วิ่งเข้าไปแก้ตรงนั้น แม้กระทั่งองค์กรโลก UN เอง ก็ตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับการแก้ปัญหาแบบนี้ เหมือนวัวพันหลัก เกาไม่ถูกที่คัน
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ความน่ากลัวของโลกทุกวันนี้มีพื้นฐานมาจากตรงนี้ อันเป็นรากฐานทั้งหมด

ผมยังไม่เคยเห็นคำว่า บุญคุณ เป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีก็อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้กัน
สิทธิมนุษยชน ในสายตาของตะวันตก มีค่ามากกว่า กตัญญู ตรงนี้ระวังให้ดี
หากเรามีฝรั่งโบกรถเรา แล้วเราใจดีให้นั่งไปด้วย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุรถชน
ระวังเขาฟ้องร้องเราให้เจ๊งเชียว...เคยมีมาแล้ว บุญคุณไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน
เราจะเห็นคดีแปลกๆ ที่อ้างสิทธิ์ของตนมากมายในตะวันตก เช่นคดีคนอ้วนฟ้อง
ร้านแม็คโดนัลที่ทำให้ตัวเองอ้วน แล้วก็ชนะคดีเสียด้วย มันจะขัดสายตาเราตรงที่
อ้าว..แล้วไปกินร้านมันทำไม
เพราะสไตล์ฝรั่ง ไม่เคยมองว่าตนเองผิด สิทธิเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
นักสิทธิมนุษยชนขณะนี้มีหน้าที่คลับคลากับนักวิจารณ์ คอยติคนอื่นอยู่ร่ำไป
แต่นักสิทธิมนุษชนหนักหน่อยที่เล่นแบบแหกปากเรียกร้องด้วย
นักวิจารณ์ในสายตาโกวเล้ง คือ เห็บที่คอยหากินอยู่บนตัวราชสีห์
ไม่มีปัญญาจะเป็นราชสีห์ได้ ก็คอยดูดเลือดเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
นักสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ เรียกร้องสิทธิจาก Google ที่ไปเก็บข้อมูลของเขา
เอาข้อมูลไปวิเคราะห์ทำโน่นทำนี่
อันนี้เป็นตัวอย่างการไม่รู้จักบุญคุณ, Google เติบใหญ่จากการเป็นผู้ให้ แถมให้ใช้ฟรีๆ
ปัญหาของฝรั่งคือการไม่มองดูตัวเองเลย หรือเรียกแบบไพเราะชัดๆ ว่าไม่สำเหนียกตัวเอง
ไปใช้ของเขาฟรีแล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิอีก
ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ไม่ต้องใช้ตั้งแต่แรก, เขาไม่ได้มองตรงนี้เลย เรียกร้องอย่างเดียว
แล้วเป็นนักวิชาการที่โด่งดังจากอังกฤษเสียด้วย
พาลคิดไปว่าเหมือนกับไปขออาหารเขากิน แล้วมาบ่นว่าไม่อร่อย


การอยากครอบครองพื้นที่โดยอ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า โดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่นนั้นอันตราย ความเชื่อแบบหลงทางนี้น่ากลัว ไม่ต่างจากภาคใต้ของไทย ที่มีความอยากจนตัวสั่น จนเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักเป็นปลา
ความไม่ตระหนักว่า คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีเดี๋ยวก็ตายแล้ว จะอยากได้อะไรไปมากมายนั้น
ไม่ได้อยู่ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเขาเลย
ความเห็นผิดที่เกิดมาแล้วถูกปลูกฝังตั้งแต่เกิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศรัตรู, พื้นที่นี้เป็นของเราแต่ปางก่อน โดยอาศัยศาสนาเป็นตัวปลุกปั่น
เป็นความเฮงซวยของคนที่เกิดมาในแผ่นดินที่ไม่ได้เสี้ยมสอนให้เชื่อในจิตสำนึกของตนเอง ก็เลยนำพาประเทศชาติของตนเฮงซวยไปด้วย

ผมว่าถ้าโลกนี้ไม่มีพระเจ้าให้คนเชื่อ สังคมอาจจะสงบสุขกว่านี้ก็เป็นได้
พระเจ้าไม่ใช่ผู้ก่อปัญหา พระเจ้าท่านก็อยู่ของท่าน แต่คนไปหลงผิดกันเอง
ฆ่ากันเองแล้วอ้างว่าทำเพื่อท่าน ผมว่าท่านเองก็อาจจะงงๆ อยู่
มีคนตะวันตกบางกลุ่มเริ่มคิดในมุมกลับ จนมีคำออกมาเสียดสีพระเจ้าอยู่เนืองๆ
"God doesn't exist' หรือ 'God is dead'
ความเจริญในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
เดี๋ยวนี้ อะไรๆ ก็ต้องอิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเป็นปลอดภัย
เริ่มรู้จักเหตุและผลขึ้น แต่ไม่ทุกคน
ความรุนแรงที่มาจากรากฐานของความเชื่อ ถูกปลูกฝังรากลึกเข้าไปในหัวคนจนแกะไม่ออก
ปัญหาอันมาจากความเห็นผิด เป็นรากฐานของปัญหาความรุนแรงในขณะนี้ทั้งหมด

ปัญหาการความเห็นผิดเป็นชอบ จึงควรเป็นกฎข้อแรกในการดำรงชีวิตในโลกเมื่อลืมตาดูโลกเหมือนการตั้งหางเสือของเรือให้ถูกทางแต่แรก ในทางพุทธบอกไว้ว่าเป็นข้อแรกของมรรคแปดในการดำเนินชีวิตตามปกติ คือ มีทิฏฐิในทางถูกต้องเสียก่อน

ถ้ามีความเห็นผิดแต่แรก มันก็เจ๊งตั้งแต่แรกแล้ว
อดีตนายกฯ ท่านเก่งทุกอย่างเก่งทุกด้าน เป็นฮีโร่ในใจของใครหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย
แต่ท่านอาจไปเจ๊งข้อแรกที่เห็นเงินแล้วตาโต เห็นเงินเป็นพระเจ้า คิดว่าเงินแก้ปัญหาทุกอย่าง
การเห็นเงินเป็นพระเจ้านั้น คล้ายกับเป็นทาสของระบอบทุนตะวันตก มอมเมาประชาชน ให้บ้าเงินตามฝรั่ง
จนลืมคำว่า คุณธรรม
แล้วไม่เคยมองออกว่า ฝรั่งนั้นชาติบ้านเมืองกำลังจะพังก็เพราะระบอบทุนนิยม
มันมองไม่ออกเพราะว่ามันมากับความมืด มันคืบคลาน กัดกร่อนไปทีละหน่อย


แต่ยังไงเสีย ผมก็ต้องจำใจเรียนต่อไปอยู่ดี เพื่อให้เรารู้ว่าเขามีวิธีคิดกันอย่างไร
เรียนแบบจำใจ..ฝืนๆ มันไป อาจจะมีอะไรดีๆ บ้างก็ได้


Saturday, 8 December 2007

ทางตันของการศึกษา

ณ วันนี้ ผมกลับมาตั้งคำถามตนเองว่า การศึกษามีคุณค่าจริงหรือเปล่า เรารู้มากขึ้นแต่คุณภาพจิตแย่ลงไปด้วยหรือเปล่า?
ยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งรู้ลึกขึ้น แต่กลับยิ่งแคบลงไหม?
แคบทั้งสาขาที่เรียน รวมถึงจิตใจก็คับแคบลงไปด้วย
ณ วันนี้ การเรียนสูงขึ้น กลับทำให้คนลำพองมากขึ้น นึกว่าเก่งกว่าคนอื่น นึกว่ากูเก่งมากขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้น่ากลัว เพราะมันมองไม่เห็น ไม่มีใครกล้าบอก เพราะว่าท่านเป็นถึงด็อกเตอร์แล้ว ไม่มีใครกล้ามาตำหนิ หากใครมาตำหนิ อาจจะโดนท่านสวนกลับได้ แล้วคนทั่วๆ ไปก็ฟังท่านเสียด้วย เพราะคำว่าด๊อกเตอร์มันรับประกันคุณภาพอยู่ ระบอบการเรียนในวันนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขัน เอาชนะกัน, เพื่อให้ได้ปริญญา, เพื่อให้คนยกย่อง เพื่อทำให้คนลำพองในตัวเองมากขึ้น จนความเห็นใจผู้อื่นด้อยลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ยิ่งเรียนสูง ยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ทำงานต่ำๆ ไม่ได้ รังเกียจความยากจน คิดแต่จะเอาให้ตัวเองรอด เราได้คนที่มีปริญญามาใบหนึ่ง แต่เราก็สูญเสียคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีย์ไปด้วยอีกคนหนึ่งเช่นกัน แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาในโรงเรียนมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? เพื่อทำให้คนเป็นคน หรือเพื่อทำให้คนสูญเสียความเป็นคนมากขึ้น ณ วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างคร่ำครวญหาสภาพสังคมในอดีต สังคมชนบท ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น โอบอ้อมอารีย์แบ่งปัน สิ่งเหล่านี้หายไปไหนหมด ในขณะที่เราได้ความเจริญทางด้านวัตถุมาแทน ได้บัณฑิตเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วก็ได้การแก่งแย่งชิงดีกัน, อาชญากรรมซับซ้อนขึ้นในสังคมตามไปด้วย นี่เป็นคุณค่าของการศึกษาหรือไม่?

ผมอาบน้ำไปแล้วก็ผุดคิดขึ้นมาว่า เจอสมการใหม่ "ความเจริญทางด้านวัตถุ แปรผกผันกับความเจริญทางด้านจิตใจคน" หรือแปลว่า อยากรู้ว่าบ้านไหนเมืองไหนคุณภาพจิตใจของคนห่วยแตก ให้ดูความเจริญของเมืองนั้น ยิ่งเจริญมาก มีแสงสีมาก, แฟชั่น, โฆษณา, ห้างสรรพสินค้า, รถรา ความเจริญภายนอกทั้งหลาย บ่งบอกถึงความเสื่อมภายใน ลองเอาสมการนี้ตั้ง แล้วสังเกตุดูเอาเอง จะรู้ว่าจริงหรือไม่ เอาง่ายๆ คือกรุงเทพฯ คนขึ้นรถไฟฟ้าต่างเห็นกันเป็นคนแปลกหน้า เราลองยิ้มให้ใครสักคนดู, เขาจะมองว่าเราบ้าหรือแปลกทันที สังคมญี่ปุ่นยิ่งน่ากลัว ญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลมากทั้งเทคโนโลยี แสงสี, แต่ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมหนังโป๊ที่โคตรพี่บิ๊กเรียกพ่อ คดีอาชญากรรมที่ฟังแล้วรับไม่ได้แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น, นั่นคือ การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นแฟชั่น, โฆษณาทางเน็ต จ้างคนมาฆ่าพ่อแม่ตัวเอง, ล่าสุดฆ่าตัดหัวแม่ ถือหัวไปโรงพัก (มาติปิตุฆาต เป็นอนันตริยกรรม คือเลวร้ายสูงสุดรองจากฆ่าพระพุทธเจ้า) สังคมเมกาเองก็ปั่นป่วน เดี๋ยวนี้นักศึกษาต้องพกปืนไปเรียน? มันเป็นบ้ากันไปแล้วเหรอ, สังคมอังกฤษเองก็เด่นในด้านการไม่มีน้ำจิตน้ำใจ ทื่อๆ วันนี้ผมขึ้นรถเมล์ ผู้ชายในอังกฤษแย่งที่นั่งที่ว่างกันกับผู้หญิง, เขาอาจจะเห็นว่าสิทธิสตรี เดี๋ยวนี้เท่าเทียมกันแล้วนิ, ไม่ต้องไปสนใจ...ก็เป็นได้ อันนี้ผมไม่รู้ในใจเขา แต่ภาพการเห็นที่นั่งว่างแล้วรีบแย่งชิง ในขณะที่ผู้หญิงกำลังจะเดินมานั่ง...บางทีมันเป็นการแสดงออกว่าเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ตอนขึ้นรถเมล์ขากลับยิ่งชัดเจน เด็กตัวเล็กๆ พี่น้องกันสองคน อายุประมาณเพิ่งจะเดินได้ ตัวสูงแค่เข่า ขึ้นรถมากับพ่อ แต่รถเมล์มันเต็ม เด็กสองคนนั้นต้องยืนครับ....ไม่มีใครลุกให้นั่ง ไม่มีใครมองว่าผิดปกติ แต่เขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร, หรือเขาอาจจะคิดว่า ฉันก็จ่ายค่ารถเท่ากัน ฉันก็ควรมีสิทธิ์ได้นั่ง หรือเปล่า? จนกระทั่งผ่านไปสักห้านาที จึงมีคนลุกให้นั่ง คนนั้นเป็นคนเอเชีย ที่มาจากประเทศที่ถูกเรียกว่า "ประเทศกำลังพัฒนา"
ณ วันนี้ หัวใจคนหายไปพร้อมๆ กับความเจริญทางด้านวัตถุหรือไม่ มีโจทย์หลายอย่างให้ลองสังเกตุในแต่ละวัน เมื่อไหร่คนเริ่มเห็นว่าสิทธิ์ของตัวเอง (วิถีคิดของฝรั่ง Human rights) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ก็เหมือนส่งสัญญาณอันตรายของสังคมมาถึงแล้ว, เมื่อนั้นการคิดแต่แบบ "ของฉัน" จะเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่มี "เพื่อผู้อื่น" ความเป็นคนของเขาจะหายไปด้วย ถึงเวลานั้นก็....ตัวใครตัวมัน

วิธีการคิดแบบฝรั่ง จะคิดแบบเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง, เอาตัวเองเป็นจุดหมุน เช่นคำว่า "ประเทศพัฒนาแล้ว" นั้นเป็นความเข้าใจของเขาเองว่า เขาพัฒนาแล้ว แต่จริงๆ มันพัฒนาเพียงวัตถุ หรือ "ความยากจน" จริงๆ แล้วคนยากจนเอง เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรอกว่าเขายากจน เขาดำรงชีวิตอยู่ของเขาได้, ตอนผมเป็นเด็กยากจน ผมเองก็ไม่เคยคิดว่า นั่นคือความยากจน
การคิดแบบฝรั่งนั้นน่ากลัวตรงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น หากจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนอื่นนั้น ...ไม่มีทาง เขาไม่เคยคิดว่าเขาผิด, เขาไม่เคยคิดมองย้อนดูตัวเองว่าที่ผ่านมามันผิดพลาดอย่างไร แต่มองหาตัวรับผิดชอบภายนอก, เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
วิธีการคิดแบบนี้มันมาจากสังคมกล่อมเกลา ที่ทำให้เขาเป็นคนที่เชื่อมันตัวเองสูง ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กยันโต, ทุกอย่างพึ่งพิงตัวเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องของ"ฉัน" สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกเสมอ เราจึงเห็นว่าประเทศโลกพัฒนาแล้ว ไม่ค่อยจะยอมรับผิดว่าเป็นสาเหตุ ภาวะโลกร้อนเท่าไหร่ (Global Warming) ประมาณว่าฉันกินอยู่อย่างไร ฉันก็จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ หาความสุขให้ตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพลางๆ จึงมีคำว่า "Securitisation" อะไรก็ตามที่แปะฉลากคำว่า "Security" ก็จะได้รับการแก้ปัญหาก่อน, ปัญหาระยะยาว ก็ทิ้งไปก่อน รอให้มันเป็นปัญหาระยะสั้นก็ค่อยแก้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผมเห็นแต่ความเสื่อมในสังคมตะวันตก แล้วคนเราเองก็ไปบ้าเห่อตามตะวันตก จนหากเลียได้ ขนหน้าแข้งคงเต็มท้องไปแล้ว การเป็นด็อกเตอร์ก้อนหิน (รู้มากแต่แคบในเรื่องเดียว) จะช่วยพัฒนาจิตใจคนได้อย่างไรบ้าง? บางทีก็เหมือนเรามาถึงทางเลือก ว่าจะเลือกคุณภาพจิตใจคน หรือเลือกความเจริญภายนอก, เพราะมันสวนทางกันเสมอ

Friday, 7 December 2007

พิสูจน์กฎ

การทดลองชีวิตเป็นเรื่องน่าสนุกกว่าการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า?
วันนี้เราได้ทำการพิสูจน์กฎอีกข้อแล้วว่าเป็นความจริง นั่นคือ
"ทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุด" แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน
ผมหมกมุ่นอยู่กับการทำรายงานสำหรับเทอมนี้สามฉบับถ้วน นอนตีสามตีสี่เกือบทุกวัน
จนเห็นว่าการใช้เวลาอยู่กับหนังสือและรายงาน ติดต่อกันเป็นเวลา 6-12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ
เป็นอย่างนี้มาเป็นเดือนแล้ว เป็นรายงานฉบับภาษาที่ไม่ใช่ภาษาบ้านที่ยาวที่สุดในชีวิต
ตั้งแต่เกิดมา เนื้อหาก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกำแพงภาษาอีก ผมเริ่มเข้าใจหัวอกกะเหรี่ยงชัดขึ้น
และวันนี้คือวันที่โล่งหัวมากโขอยู่ เพราะส่งงานครบหมดแล้ว
มันสบายใจมากทั้งๆ ที่อาจารย์ยังไม่ได้ตรวจสักหน่อย และไม่รู้ด้วยว่ามันถูกหรือผิด
แต่ก็ได้ลุยไปแล้ว อัดฉีดเต็มสูบทุกอย่างแล้ว เต็มแม็คของเราแล้ว
ผมไม่รู้ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้รู้แต่ว่าสบายใจล่ะ

และหากผลมันออกมาแย่ ก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะเรารู้ว่าเต็มแม็คของเรามันมีแค่นั้น
นี่คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพตามความเป็นจริงด้วย
แล้วปกติที่เรากังวล เป็นห่วงว่าจะทำไม่ดี ผลจะออกมาแย่ นั่นก็เพราะเราไม่ได้อัดฉีดมันเต็มที่นั่นเอง
ความวิตก ทุกข์กังวลต่างๆ จึงเกิด
แต่ถ้า ณ วันนี้ เราทุ่มเทสุดๆ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ก็ไม่ต้องห่วงหรอกว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร
มันอยู่ที่ว่า ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ กันแน่
ลุยไปเลย.....วันนี้เห็นผลชัดมาก